Laundry Liquid Detergent


Trainspotting
พฤษภาคม 1, 2009, 1:37 pm
Filed under: Film

trainspotting_1024

Trainspotting

หนังวัยรุ่นติดยาที่ เท่สุดๆ~

ถ้าพูดถึงหนังเด็กติดยา คงนึกถึงบรรยากาศเครียดๆ ปัญหาสังคม และปัญหาครอบครัว
ใครจะไปนึกว่า จะได้เห็นฉากพระเอกกระโดดลงโถส้วม (ที่สกปรกที่สุดในสก๊อตแลนด์)
แล้วโผล่ไปแหวกว่ายอยู่ในน้ำลึก เพื่องมยาที่ตัวเองเผลอทำตกลงไปหรอก!

picture-2 picture-4

หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตของเด็กติดยากลุ่มหนึ่งใน เมืองอีดินเบิคท์ สก็อตแลนด์
ตัวเอกชื่อ Mark Renton ซึ่งตัดสินใจว่าจะไม่ทำตามคนทั่วไปทำกัน คือ
“Choose Life. Choose a job. Choose a career. Choose a family. Choose a fucking big television, choose washing machines, cars, compact disc players and electrical tin openers. Choose good health, low cholesterol, and dental insurance. Choose fixed interest mortage repayments. Choose a starter home. Choose your friends. Choose leisurewear and matching luggage. Choose a three-piece suite on hire purchase in a range of fucking fabrics. Choose DIY and wondering who the fuck you are on a Sunday morning. Choose sitting on that couch watching mind-numbing, spirit-crushing game shows, stuffing fucking junk food into your mouth. Choose rotting away at the end of it all, pishing your last in a miserable home, nothing more than an embarrassment to the selfish, fucked up brats you spawned to replace yourself.”

เลยเลือกที่จะพี้ยากับเพื่อนๆ (ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามีความสุขยิ่งกว่ามีเซ็กส์ซะอีก!!)
หนังเรื่องนี้คงจะเป็นหนังวัยรุ่นติดยา-ขโมยของ-เลิกยา-กลับมาติดยาอีกครั้ง-ขโมยของ…
แต่แทนที่จะเสนอในประเด็นที่ว่า เด็กพวกนี้เป็นปัญหาสังคมที่ต้องถูกกำจัดออกไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
หนังเลือกที่จะเสนอด้วยการนำคนดูเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับเด็กกลุ่มนี้
พร้อมกับภาพสีหม่นๆ เพลงที่สุดจะเจ๋ง และคาแรกเตอร์ที่สุดโต่งของตัวละครแต่ละตัว
เช่น Spud เพื่อนในกลุ่ม ที่จงใจเล่นยา ก่อนไปสัมภาษณ์งาน และตอบสัมภาษณ์งานได้อย่างหลุดโลก
ทำให้ฉันเริ่มอยากจะไปใช้ชีวิตพี้ยา และไร้สติไปวันๆ อย่างคนพวกนี้ด้วยซ้ำไป
และเพื่อนกลุ่มนี้ก็คงจะรักกัน และยอมตายเพื่อกันตลอดไปอย่างน้ำเน่า
ถ้า Mark ไม่เผอิญตัดสินใจจะเลิกยา และออกมาทำงานเป็นนายหน้าขายบ้้านที่เมืองหลวงซะก่อน
และเรื่องยุ่งๆก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนๆ ดันตามมา เพื่อชวน Mark ไปค้ายา
หนังจบได้อย่างดี และไม่งี่เง่า พร้อมกับตบท้ายด้วยประโยคเจ๋งๆ อย่าง
Choose your future.
Choose life.

เริ่มอยากใช้ชีวิตรวมกับผู้คนไร้สติเหล่านี้รึยังคะ?



The Fall : จากจินตนาการสู่โลกแห่งความเป็นจริง
ตุลาคม 18, 2008, 4:51 pm
Filed under: Film, น่าสนใจ

ฉายที่ลิโด้
เป็นหนังที่ภาพสวยมากกกกก
ชอบมากกกกก

ทั้งเรื่องส่วนใหญ่ จินตนาการของคนสองคน
สตันท์แมน ที่ตกจากหลังม้าตอนเล่นหนัง
และเด็กหญิง ที่ตกจากต้นไม้ตอนเก็บส้ม
ทั้งสองเผอิญเจอกันในโรงพยาบาล
เรื่องราวที่เล่าโดยสตันท์แมน ผ่านจินตนาการของเด็กหญิง
ออกมาเป็นภาพสุดวิจิตร
เนื้อเรื่องน่ารัก ที่ทำให้อมยิ้มได้ตลอด
ยิ่งได้เด็กผู้หญิงอ้วนๆ คนนี้มาเล่น ยิ่งทำให้ละสายตาไปไม่ได้


ข้างล่างนี่เป็นบทความจากเวบนี้
http://entertainment.impaqmsn.com/news/articles.aspx?id=10001877&channel=movie

อ่านแล้วรู้สึกว่าอีตาทาเซม นี่เท่สุดๆไปเลย~!

The Fall จากจินตนาการสู่โลกแห่งความเป็นจริง

ในยุคสมัยของโลกดิจิตอล พวกเราเคยชินกับการถูกชักจูงโดยจุดพิกเซลจำนวนมหาศาลที่ถูกเทลงบนจอคอมพิวเตอร์ คนสร้างหนังก็สามารถนำเสนอสิ่งต่างๆ ให้เราเสพได้ ไม่ว่ามันจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหนก็ตาม อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีหนังเรื่องหนึ่ง ที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับสิ่งเหล่านั้น

The Fall เป็นหนังอินดี้ของ ทาเซม ซิงค์ (Tarsem Singh) ผู้กำกับภาพยนตร์ที่มีรากเหง้ามาจากการกำกับมิวสิควิดีโอ โดยจุดเด่นของเขาคือการเป็นคนที่มีจินตนาการกว้างไกล และสามารถเปลี่ยนเอาอะไรก็ตามที่อยู่ในหัวของเขา ให้กลายมาเป็นภาพเคลื่อนไหวที่เปี่ยมไปด้วยศิลปะ เช่น การช็อตการถ่ายช้ามหัว ที่แสดงให้เห็นถึงช้างที่กำลังว่ายน้ำอย่างเชื่องช้าและสง่างาม หรือปราสาทในลานหญ้า ที่ถูกตกแต่งภายนอกด้วยบันไดที่พาดผ่านกันอย่างลงตัว จนเป็นผลงานที่เหมือนกระจกสะท้อนในงานดิไซน์ของ เอ็ม ซี เอสเชอร์ (M.C. Escher) และหมู่บ้านที่เรียงรายอยู่ตามทิวภูเขา ที่บ้านทุกหลังดูเหมือนว่าจะถูกแต่งแต้มด้วยโทนสีฟ้าที่ไม่เหมือนกัน แต่ทั้งหมดก็มีความลงตัวอย่างน่าประหลาดและสาเหตุที่ภาพเหล่านั้นสามารถสร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับผู้ชมได้เพราะว่ามันคือของจริง มันเปรียบเสมือนศิลปะที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งชีวิตและพร้อมที่จะระเบิดออกมา รายละเอียดต่างๆ ที่สามารถล่อลวงได้แม้กระทั่งนักทำเอฟเฟ็คมืออาชีพ ซึ่ง ทาเซ็ม ได้เล่าถึงข้อจำกัดในการสร้างหนังเรื่องนี้ของเขาว่า

“ผมตัดสินใจว่ามันจะไม่มีคอมพิวเตอร์ กราฟฟิคเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะผมรู้สึกอิ่มตัวจากหนังเรื่องแรก (The Cell) ถึงแม้ว่าผมจะรู้สึกสนุกไปกับมัน แต่ผมตัดสินใจแล้วว่าหนังเรื่องนี้จะใช้หลักของการกำกับศิลป์ ในรูปแบบของการออกแบบตามสภาพภูมิศาสตร์ รวมถึงการออกแบบเรื่องการแต่งกายด้วย”

ชายร่างเล็กที่ดูเหมือนว่าจะมีพลังงานไม่จำกัด ให้สัมภาษณ์ในห้องชุดที่โรงแรม Waldorf-Astoria โดย ทาเซ็ม วัย 46 นั้น เกิดที่อินเดีย แต่ไปโตในกรุงเตห์ราน (ที่ซึ่งพ่อของเขาเป็นวิศวกรของสายการบินอิหร่าน) ต่อมาก็ได้เข้าเรียนใน Art Center College of Design ในพาซาดิน่า, แคลิฟอร์เนีย หลังจากที่จบแล้วเขาก็ได้แบ่งเวลาในการใช้ชีวิตระหว่างลอนดอนและแอลเอ ซึ่งสุดท้ายแล้ว เขาก็ได้นำประสบการณ์การเดินทางรอบโลกทั้งชีวิต มาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างหนังเรื่องนี้

The Fall เป็นเรื่องราวสองเรื่องที่ไม่มีความสัมพันธ์กัน และถูกเล่าด้วยสองวิธีที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่มันก็มีความผูกพันกันในการเล่าเรื่องที่ขนานกันไปจนไปบรรจบกันในตอนสุดท้าย

เรื่องที่หนึ่ง – เกิดขึ้นที่โรงพยาบาลใน ลอส แองเจลิส ปี 1915 สตันท์แมน รอย วอร์คเกอร์ (ลี เพส) เป็นอัมพาตเนื่องจากเกิดอุบัติเหตุในการกระแทกกับหมอนรางรถไฟ แต่มันก็ทำให้เขาได้ทำความรู้จักกับผู้ป่วยอีกคน นั้นก็คือ อเล็คซานเดรีย (คาทินก้า อันทารุ) เด็กหญิงวัย 5 ขวบที่กระดูกสันหลังหัก ขณะที่เธอกำลังเก็บผลส้มกับพ่อแม่ของเธอที่หลบหนีเข้าเมืองมาแบบผิดกฎหมาย รอย ตัดสินใจที่จะเล่านิทานให้เด็กฟัง และมันก็เป็นเรื่องราวของการผจญภัยอันน่าตื่นเต้น แต่สุดท้ายแล้วมันก็เผยให้ถึงประสงค์ที่แท้จริงของเขาอย่างช้าๆ ซึ่งก็เป็นแผนและก็ยังเป็นศิลปะในการเล่าเรื่องของเขา ที่จะชี้นำให้เด็กหญิงช่วยขโมยมอร์ฟีน เพื่อที่จะได้ทำให้เขาสามารถฆ่าตัวตายได้
เรื่องที่สอง – ถูกอ้างอิงมาจาก Yo Ho Ho หนังสัญชาติบัลแกเรียของ ซาโก เฮสคิจา (Zako Heskija) ที่ทำให้ ทาร์เซ็ม ซึ่งเคยดูมาแล้วในปี 1981 คิดถึงธรรมชาติของการชี้นำที่ถูกซ่อนอยู่ในการเล่าเรื่อง เขาเล่าว่า “การเล่าเรื่องนั้น ขึ้นอยู่กับผู้ชมที่อยู่ตรงหน้าคุณ เพราะถ้าคุณมีคนดูแค่ 5 คน คุณก็จะเล่าเรื่องได้อย่างมีอิสระและมีชีวิตชีวา แต่ถ้าคุณมีคนดู 25,000 คน คุณก็จะเล่าอีกแบบหนึ่ง ซึ่งมันก็ทำให้ผมเรียนรู้ว่า ผมเองก็ได้ทำมันมาอยู่แล้วตลอดชีวิต”

หลังจากที่เขาได้รับลิขสิทธ์ของหนังเรื่องนั้น ทาร์เซ็ม ก็เล่าถึงการเริ่มต้นถ่ายทำว่า “ผมเริ่มที่จะรวบรวมภาพต่างๆ และมันก็ใช้เวลาถึง 16 ปีในการสร้าง” ซึ่งก็เป็นเพราะว่า ในระหว่างนั้นเขาก็ยังต้องทำงานในโฆษณา ที่เสมือนเป็นการทำงานหาเลี้ยงชีพของเขาอยู่ และลูกค้าของเขาก็เป็นลูกค้ารายใหญ่แทบทั้งสิ้น เช่น Levi, Nike และ MTV รวมถึงการกำกับมิวสิควิดีโอให้กับวงดนตรีชื่อดังอย่าง Green Day และ R.E.M.

ถึงแม้ว่า The Cell จะประสบความสำเร็จในด้านรายรับ แต่ ทาร์เซ็ม ก็ไม่ได้คิดที่จะไล่ตามความสำเร็จนั้นด้วยโปรเจ็คที่สตูอิโดว่าจ้าง ผู้กำกับชื่อดังอย่าง เดวิด ฟินเชอร์ (David Fincher) ที่พบกับ ทาร์เซ็ม ในระหว่างที่ทั้งสองยังเป็นผู้กำกับมิวสิควิดิโอ และก็ยังเป็นเพื่อนกันจนมาถึงทุกวันนี้ โดยเขาจำได้ถึงปฏิกริยาแรก เมื่อเขาได้อ่านดราฟแรกของบทภาพยนตร์เรื่อง The Fall ไว้ว่า “ผมคิดว่าตัวเองไม่สามารถบอกได้ว่ามันหมายถึงอะไรกันแน่ แต่ผมบอกได้อย่างเดียวว่ามันเหมือนกับหนังเรื่อง Wizard of Oz ที่ถูกสร้างโดย อังเดร ทาคอฟสกี้ (Andrei Tarkovsky) ยังไงยังงั้น

ฟินเชอร์ เป็นคนแนะนำให้ ทาร์เซ็ม พบกับเหล่านักลงทุน แต่สุดท้ายแล้วก็ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา โดย ฟินเชอร์ พูดถึงคาแร็คเตอร์ของเพื่อนว่า “เขาเป็นผู้กำกับที่พูดถึงโปรเจ็คตัวเองประมาณว่า ‘สาเหตุที่ผมอยากทำเรื่องนี้คือ ต้องการที่จะเห็นว่ามันจะไปจบลงอีท่าไหน’ มากกว่าที่จะเป็น ‘ผมต้องทำอันนี้ให้สำเร็จ แล้วจะต่อด้วยอันนั้น’ ดังนั้นทุกอย่างจึงไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง ผมคิดว่าเรื่องมันคงจะสิ้นสุดไปแล้ว แต่วันหนึ่งเขาก็โทรมาจากแอฟริกาใต้แล้วบอกผมว่า ‘นี้ ผมกำลังทำเรื่อง The Fall อยู่น่ะ’ ผมเลยถามว่า ‘แล้วใครออกทุนให้ล่ะ’ เขาตอบว่า ‘เงินผมเอง และผมคิดว่ามันจะต้องใช้เวลาประมาณสัก 10 ปีในการสร้าง’”

และหลังจากการหาเด็กสาวที่ดูใสบริสุทธ์เพียงพอที่จะมารับบทนำ ทีมงานคัดเลือกนักแสดงก็ได้ค้นพบ คาทินก้า อันทารุ (Catinca Untaru) ในประเทศโรมาเนีย และ ทาร์เซ็ม ได้นำทีมงานและนักแสดงของเขาไปที่แอฟริกาใต้ ไปยังโรงพยาบาลที่ถูกสร้างออกมาในสไตล์วิคตอเรีย และก็เป็นสถานที่ที่เขาใช้เป็นฉากหลัก วิธีที่ช่วยให้เขาประหยัดเงินและเวลา ก็คือการแบกหนังเรื่องนี้ไปด้วยระหว่างการถ่ายโฆษณา ซึ่งเป็นงานประจำของเขา “ฉากถ่ายที่ผมถ่ายคืออินเดีย หลังจากนั้นก็เป็นนามิเบีย ทีมงานของผมเล็กลงเรื่อยๆ และผมก็ตัดสินใจรับงานถ่ายโฆษณา ในที่ที่ผมต้องการจะถ่ายหนังเรื่องนี้เท่านั้น เช่น จีน, อาเจนติน่า และบาหลี”

“ภูมิใจเสนอโดย เดวิด ฟินเชอร์” เป็นส่วนช่วยในการโฆษณาหนังเรื่องนี้ ซึ่งมันก็ยังมีชื่อของผู้กำกับชื่อดังอีกคน ที่มีรากเหง้ามาจากการถ่ายมิวสิควิดีโอเหมือนกันอย่าง สไปค์ จอนส์ (Spike Jonze) โดยเขาเล่าว่า “ทาร์เซ็ม เล่าให้ผมฟังแบบงงๆว่า พื้นที่การทำงานของเขาคือผืนแผ่นดิน และเขาก็จะใช้ส่วนต่างๆของโลกใบนี้เป็นฉากหลัง แต่แล้วผมก็มาหายสงสัย เมื่อผมได้ดูฟุตเตจที่เขาไปถ่ายมาหลาย 10 ประเทศ ผมถามเขาว่า ‘ฉากหลังนั้นเป็นรูปภาพใช่ไหม’ เขาตอบว่า ‘ไม่ นั้นคือของจริง’ และเขาก็อธิบายว่า ฉากเหล่านั้นเป็นตอนที่เขาไปทำโฆษณาให้กับเป๊ปซี่ หรือฉากนั้นคือตอนที่ไปถ่ายโฆษณาให้กับออดี้ เป็นต้น”

จอนส์ เสริมว่า “ถ้าหนังของ ทาร์เซ็ม เป็นของสตูดิโอ มันจะเป็นหนังที่ต้องใช้ทุนถึง 80 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างแน่นอน แต่เขาเองก็มีประสบการณ์เพียงพอในการทำความรู้จักกับผู้คนในประเทศต่างๆ และเขามีความสามารถที่จะถ่ายทำด้วยทีมงานขนาดย่อม อย่างไรก็ตาม เขาเองก็ได้ใช้เงินของตัวเองในการสร้างทั้งหมด ผมว่านั้นเป็นเรื่องที่เสียสติจริงๆ”

ทาร์เซ็ม เห็นด้วยกับ จอนส์ เรื่องความเสียสติของตัวเอง “ผมว่ามันเป็นผลงานที่ถูกทำโดยคนเสียสติ ที่ชีวิตของเขากำลังอยู่บนทางแยกเช่นนี้ และสุดท้ายแล้ว ผมก็ได้พบกับผู้คนที่คลั่งไคล้หนังเรื่องนี้และเสียสติพอๆกับผม แต่อย่างไรก็ตาม มันก็มีบางคนที่เกลียดหนังเรื่องนี้เข้าไส้”

The Fall ถูกฉายครั้งแรกในงานเทศกาลภาพยนตร์ ช่วงปี 2006 และพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นหนังที่ก่อให้เกิดความคิดที่แตกแยกกันอย่างชัดเจน เพราะผู้คนไม่รู้ว่านี้ควรเป็นหนังตลกหรือโศกนาฏกรรมกันแน่ The Fall ใช้เวลาอีกสองปีในการหาผู้จัดจำหน่าย จนในที่สุด Roadside Attractions ก็ได้เป็นตัวแทนในการเปิดฉายหนังใน นิวยอร์ค และ แคลิฟอร์เนีย และก็จะออกฉายในวงกว้างที่ ชิคาโก, ฟิลาเดเฟีย, วอชิงตัน และเคมบริดจ์ โดย ทาร์เซ็ม กล่าวทิ้งท้ายถึงเรื่องสไตล์การทำงานของเขาเอาไว้ว่า “ผมว่ามันเป็นวิธีที่จะไม่มีวันร่วมสมัย แต่มันก็เป็นวิธีที่จะไม่มีวันล้าสมัยเช่นกัน”



ดอกไม้ที่เกิดจากน้ำตาของเด็กผู้หญิง
กันยายน 15, 2008, 1:05 pm
Filed under: Film, คิด

เสียงสะอื้นของเด็กผู้หญิง ลอยผ่านสายลมมาอย่างแผ่วเบา จนแทบจะไม่ได้ยิน
คงมีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน
ผมที่เติบโตมาจากน้ำตาของเธอ

สายตาเขม็งที่ลอดผ่านช่องระหว่างประตู
สายตาที่บ่งบอกถึงความเกลียดชัง
เจ้าของใบหน้าบูดบึ้งนั้น ไม่เคยซักครั้งที่จะใจดีกับเธอ

ริมระเบียงของทาวน์เฮาส์ที่เรียงติดๆกัน ที่เล็กๆที่ยื่นมาจากด้านหลังของห้อง
ถ้าไม่สังเกตดีๆ คงไม่เห็นว่ามีเด็กผู้หญิง อายุราว 12-13 ปียืนพิงระเบียงอยู่
และถ้าไม่กลั้นหายใจฟังแล้ว ก็คงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเธอกำลังร้องไห้
ด้านนอกของระเบียงนั้น ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ เติบโตขึ้น ทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

จากสายตาและสีหน้า เปลี่ยนเป็นคำพูดและการกระทำที่รุนแรงขึ้น
มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้น ที่รับรู้ความเศร้าโศกของเธอ
น้ำตาของเธอ หยดลงมาที่ผมทุกวัน
ผมเติบโตขึ้นจากหยดน้ำเล็กๆเหล่านั้น

ครอบครัวของเด็กผู้หญิง เป็นครอบครัวของคนชั้นกลาง
ที่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า และกลับหลังจากที่เธอหลับแล้ว
พ่อและแม่กลับบ้านดึกทุกวัน
โดยทิ้งเธอไว้กับผู้หญิงคนนั้น กับน้องชายที่ยังเล็ก
น่าแปลก เพราะทั้งๆที่เกลียดเธอมากขนาดนั้น ผู้หญิงคนนั้นกลับรักน้องของเธอดั่งลูกในไส้

ผมอยากให้เธอหยุดเศร้าเสียที
อยากให้เธอออกจากห้องที่มืดหม่นนี้ ไปอยู่ท่ามกลางสวนที่สาดส่องไปด้วยแสงตะวัน
ถึงแม้มันจะทำให้แหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวของผมเหือดแห้งไป
ถ้ามันแลกกับการที่เจ้าของแหล่งน้ำนั้น ได้รอยยิ้มกลับคืนมาอีกครั้ง
ดอกไม้ที่เกิดในมุมมืดอย่างผม คงทำได้แต่เพียงเท่านี้
เพียงรับฟังเสียงสะอื้นของเธอ และเหี่ยวแห้งไปตามกาลเวลาเท่านั้น

เธอคิดอยู่เสมอ ว่ามีใครสักคนที่รักเธอจริงหรือเปล่า
แม้แต่พ่อและแม่ ที่เธอคิดว่าน่าจะรักเธอที่สุด
พวกเขารับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
แต่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลเพียงความสะดวกสบาย
ปล่อยให้เธออยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้นับสิบปี
โดยไม่เหลียวแลจิตใจที่กำลังถูกทำลายไปทีละน้อย

ฝนที่ตกลงมา นำความชื้นและบรรยากาศที่น่าอึดอัดมาให้
เธอยืนอยู่ที่เดิม ถือร่มและกระเป๋าเดินทาง
ก้าวเดินขึ้นไป บนบันไดที่ยื่นลงมาจากท้องฟ้า บันไดที่เหมือนไม่มีปลายทาง



Be Kind Rewind
สิงหาคม 31, 2008, 4:48 pm
Filed under: Film

เมื่อเจอร์รี่เชื่อว่าโรงไฟฟ้าทำให้เขาสมองเสื่อม จึงบุกเข้าไปหมายถล่มโรงไฟฟ้าให้พังราบ แต่ดันพลาดทำให้เขากลายเป็นมนุษย์แม่เหล็ก เรื่องยิ่งยุ่งเข้าไปอีกเมื่อสนามแม่เหล็กจากตัวของเจอร์รี่ไปลบภาพวิดีโอในร้านให้เช่าสุดโกโรโกโสของเพื่อนซี้ ไมค์หมดเกลี้ยง ทั้งสองซี้ไม่อยากให้แฟนประจำของร้านวิดีโอต้องผิดหวัง ลงทุนถ่ายทำหนังเลียนแบบเรื่องที่ลูกค้าต้องการเช่ากันในลานหลังบ้านของเจอร์รี่นั่นแหละ แต่กลับกลายเป็นว่าเวอร์ชั่นใหม่ของหนังที่ทั้งสองซี้ตั้งใจสร้างกันขึ้นมากลับเป็นโด่งดังซะงั้น

ในที่สุดทั้ง เจอร์รี่, ไมค์, และเพื่อนบ้านทั้งหลายก็กลายเป็นดาราจำเป็นถ่ายทำกันเต็มเวลา เพื่อสร้างหนังเลียนแบบหนังดังที่สุดแสนจะประทับใจในอดีต ไม่ว่า Ghostbusters บริษัทกำจัดผี ไปจนถึง King Kong ซึ่งไม่เพียงแต่ทำให้ธุรกิจร้านวิดีโอกลับมาฟู่ฟ่าแต่ยังทำให้ละแวกบ้านของทั้งสองมีชีวิตชีวาอีกครั้งหนึ่งด้วย

- เป็นภาพยนตร์ที่เปิดฉายครั้งแรกในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ 2008 ซึ่งสร้างกระแสการสร้างภาพยนตร์ลอกเลียนแบบวิธีการถ่ายทำภาพยนตร์ขึ้นมาใหม่ของตัวละครในเรื่องนี้ จนทำให้เกิดคำศัพท์ใหม่ของวงการภาพยนตร์ว่า Sweded Film

- มีคนฮิตทำภาพยนตร์ Sweded Film มากมาย จนใน YouTube มีหน้าพิเศษที่พูดถึง “Sweded” โดยเฉพาะ ถึงขนาดมีสาธิตวิถีทำ “Sweded” Be Kind Rewind – How To Swede เพียงแค่ค้นคำว่า Sweded ใน www.Youtobe.com จะพบวิดีโอมากกว่า 2,000 คลิปให้เลือกดู (ตัวอย่างภาพยนตร์ยอดนิยมที่ถูกถ่ายทำในแบบ Sweded Film มีดังนี้ Die Hard, Jurassic Park, The Lord of the Rings และ Star wars เป็นต้น) หรือแม้กระทั่งมีการจัดอันดับ The Top 10 Fan-Made “Sweded” Films (Inspired by “Be Kind Rewind”) กันเลยทีเดียว

จาก http://movie.mthai.com/view/16/25288-be_kind_rewind.movie

.

.

เพิ่งโหลดมาดูเมื่อวาน
หลังจากที่อยากดูมาหลายสัปดาห์
เพราะเป็นหนังของ Michel Gondry ผู้กำกับ Eternal Sunshine of the Spotless Mind
สนุกดี นั่งขำบ้าคนเดียวทั้งเรื่อง
แต่ไม่ค่อยชอบอีตาแบล็กเลย รู้สึกรำคาญวิธีการแสดงของเขา (รำคาญมันทุกเรื่อง)
แต่ชอบไอเดียของเรื่องนี้มาก เหมือนเคยได้ยินพล็อตนี้จากไหนไม่รู้นานแล้ว
เห็นพล็อตนี้เป็นหนัง เลยอยากดูเป็นพิเศษ
ตอนนี้ชักอยากทำหนัง “SWEDED” บ้างแล้วหละ~!



Chungking Express
สิงหาคม 29, 2008, 5:26 pm
Filed under: Film

Chungking Express


หนังเกี่ยวกับคนเหงา ในเมืองใหญ่
เป็นหนังเกี่ยวกับคนอกหัก ที่ทำได้น่ารักซะเหลือเกิน
คิดว่าคนที่อกหักอยู่ ดูแล้วคงรู้สึกดีขึ้น
ว่าการอยู่คนเดียวก็ไม่ได้แย่เสมอไป และสิ่งที่ดีๆ ก็จะเข้ามาหาในไม่ช้า

นี่คือส่วนที่ชอบมากกก~!

.
ตั้งแต่เธอจากไป ทุกสิ่งในห้องก็พากันเสียใจ
ผมต้องคอยปลอบพวกมัน


นายผอมลงมากเลยรู้ไหม? นายเคยอ้วนกว่านี้นี่หน่า?
ทำไมถึงผอมลงอย่างนี้ละ เข็มแข็งหน่อยสิ

บอกว่าอย่าร้องไห้ไง
ความเข็มแข็งของนายหายไปไหนหมด

วันนี้นายดูแย่มากๆเลย
อย่าเอาแต่เงียบสิ พูดอะไรบ้าง
อย่าไปโทษเธอเลย คนเรามันก็มีช่วงเวลาที่สับสนกันบ้าง
ให้โอกาสเธอหน่อยตกลงไหม

เหงาหรอ นายดูแย่จริงๆเลย
หนาวไหม ให้ฉันทำให้นายอุ่นดีกว่านะ

อย่าปล่อยเนื้อปล่อยตัวแบบนี้สิ
นายอ้วนขึ้นมากเลยนะ ถึงเธอจะไปแล้ว
แต่ชีวิตเราต้องดำเนินต่อไป นายต้องเลิกตามใจตัวเองรู้ไหม

นายนี่เป็นคนอ่านยากจัง เปิดตัวเองหน่อยก็ดีนะ
คนอื่นจะได้เข้าใจความรู้สึกของนายบ้าง

คนเรามันก็เท่ากันแหละ อย่าคิดว่าตัวเองสูงส่งกว่าคนอื่นสิ
ลองนอนราบลงกับพื้น นายอาจจะได้เห็นว่าคนอื่นมีดีอะไรบ้าง

มีอะไรก็พูดออกมาสิ นายเงียบอยู่ยังงี้ฉันก็ไม่รู้จะทำยังไง
บางเวลาต้องโดนคนเหยียบย่ำบ้าง ก็เป็นเรื่องธรรมดา
สิ่งสำคัญคือ เราต้องเข็มแข็ง อดทนไปซักพัก เดี๋ยวอะไรๆก็ดีขึ้นเอง

เวลาฉันพูด มองหน้าฉันสิ หันหน้าไปทางอื่นทำไม
เดี๋ยวนี้ทำไมนายถึงเย็นชาขึ้นทุกวัน
อย่าลืมสิว่าเราเป็นเพื่อนกัน มีอะไรก็ปรึกษากันได้

นี่เป็นเพราะผมลืมปิดน้ำ หรือว่าห้องของผมมันร้องไห้กันแน่
ผมคิดว่ามันจะเข็มแข็ง ไม่คิดเลยว่ามันจะฟูมฟายขนาดนี้
เวลาที่คนร้องไห้ คุณแค่ส่งกระดาษทิชชู่ให้เขาเช็ด
แต่เวลาที่ห้องร้องไห้ มันต้องเช็ดกันยกใหญ่เลยทีเดียว

(http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=my-sister-is-beautiful&month=03-2008&date=23&group=4&gblog=10)

นี่เป็นการปลอบใจตัวเอง ของชายอกหักคนหนึ่ง
ที่ทำผ่านการปลอบใจสิ่งของต่างๆ ภายในห้องของเขา

นี่เป็นหนังของหว่องกาไวเรื่องแรกที่ได้ดู
หลังจากดูเรื่องนี้ ทำให้ไปหาดูอีกหลายเรื่องเลย
เรื่องแรกก็ทำให้หลงรักได้ซะขนาดนี้
ส่วนเรื่องภาพนี่ ไว้ใจคริสโตเฟอร์ ดอยล์ ได้เสมอ
ชอบผลงานของเขาทุกเรื่อง
เป็นผู้กำกับภาพที่ชอบที่สุดค่ะ