หลังจากที่เคยเอาเรื่องกล้องรูเข็มที่ทำด้วยกระดาษมาลงบล็อก
http://laundryliquiddetergent.wordpress.com/2008/08/21/มาทำกล้องถ่ายรูปกระดาษ/
ตอนนี้ก็ได้เวลามาลองทำจริงซะที~
ขั้นแรก ก็ไปปริ้นชิ้นส่วนต่างๆ มาจากนี่เลย
==> http://www.pinhole.cz/en/pinholecameras/dirkon_01.html
แล้วก็ตัดๆๆๆ แปะๆๆๆ ตามขั้นตอนของเค้าเลย
ส่วนที่สำคัญ ก็คือการเจาะรูให้แสงเข้า
ให้เจาะด้วยเข็มแค่ทีเดียวเท่านั้น
ย้ำ ทีเดียวเท่านั้น ไม่ต้องไปหมุนๆ ย้ำๆ ใดๆ ทั้งสิ้น
ถ้าเจ๊ง ก็ให้หากระดาษมาแปะทับ แล้วเจาะใหม่
พอตัดแปะเสร็จแล้ว ควรทาสีดำ
ในส่วนที่เป็นทางผ่านของแสง
และส่วนที่ใช้เก็บฟิล์ม
พยายามเช็กให้ทั่ว ว่าตรงไหนมีแสงรั่วมาบ้าง
ถ้ามี ก็หาเทปดำแปะทับอีกที
เพราะถ้าแสงเข้า ภาพก็จะเสีย
เสร็จแล้ว~~!
เอาฟิล์มใส่ โดยให้ด้านเนื้อฟิล์ม (ด้านด้านด้าน) หันเข้าหารูแสง
และด้านมันมัน หันเข้าหาตัวเรา
หากลักฟิล์มเปล่าอีกอัน เพื่อมาเป็นที่เก็บฟิล์มที่ถ่ายไปแล้ว
แค่นี้ก็พร้อมที่จะออกไปถ่าย
ในเวบบอกว่า รูแสงขนาด 0.4mm กับฟิล์ม iso 100
ในวันที่แดดดีๆ ใช้เวลาเปิดชัตเตอร์ 1 วินาที
อยากออกไปลองถ่ายเล่นแล้วหละ >_<
กล้องที่ทำนี่ เป็นแบบ Basic เท่านั้น
แต่ละคน สามารถออกแบบหน้าตากล้องแบบที่ตัวเองชอบได้เลย
บางอันทำจากกระป๋องผลไม้กระป๋อง บางอันก็ทำจากกล่องไม้ขีดไฟ
หรือมีแม้แต่หม้อหุงข้าว!!!
มีแบบประหลาดๆไปแล้ว แบบสวยงามก็มี
ลองเข้าไปดูเวบนี้สิ!!!

Filed under: Creativity Assignment
1
เธอกำลังนั่งอยู่ในโรงหนังขนาดเล็ก จ้องมองแสงสว่างจากจอ พร้อมกับพยายามสังเกตสีหน้าของคนดูที่อยู่ข้างๆ พลางนึกย้อนไปถึงช่วงเวลาการถ่ายทำของหนังเรื่องนี้
นาฬิกาบอกเวลาสามนาฬิกาในตอนเช้า เธอกระสับกระส่ายไปมา แล้วกดนาฬิกาปลุกก่อนที่มันจะปลุก วันนี้พี่ที่เป็นโปรดิวเซอร์จะมารับตอนตีสี่ เพื่อที่จะไปที่บางบัวทองให้ทันตอนหกโมงเช้า เธอนอนเหม่อมองเพดานอีกเล็กน้อย แล้วรีบลุกขึ้นไปอาบน้ำ เพราะไม่อยากจะไปสายในวันแรก ที่กองถ่าย มีคนมาถึงบ้างแล้ว แต่ละคนดูค่อนข้างตื่นเต้น อาจเป็นเพราะนี่เป็นหนังเรื่องแรกของทุกคน อย่างไรก็ตาม ทีมของเราก็ได้เตรียมพร้อมมาอย่างดีแล้ว สิ่งที่เหลือ ก็เพียงทำทุกอย่างตามที่ได้วางแผนเอาไว้
“การทำหนัง ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย ใครจะคิดว่าหนังเรื่องหนึ่งนั้น ต้องใช้ทั้งคน และเวลามากขนาดนี้ และที่จริง การถ่ายทำนั้น เป็นขั้นตอนท้ายๆแล้ว ทุกๆกระบวนการในการถ่ายทำนั้น จะต้องผ่านการคิด และวางแผนมาอย่างดี เพราะทุกวินาทีของการถ่ายทำ ล้วนเป็นเงินที่ต้องจ่ายออกไป ทั้งค่าเช่ากล้อง สถานที่ หรือแม้แต่ค่าตัวนักแสดง ดังนั้นขั้นตอนที่สำคัญจริงๆของการทำหนัง ก็คือการเตรียมการ หรือที่เรียกว่า Preproduction ซึ่งขั้นตอนนี้จะเริ่มตั้งแต่ได้ Plot เรื่องมา แต่ละฝ่ายก็จะเริ่มทำงานของตัวเอง เช่น ฝ่าย Location ก็จะไปหาสถานที่ถ่ายทำที่เหมาะสม ฝ่าย Art ก็จะเริ่มคิดถึงฉากที่จะต้องสร้าง รวมไปถึงเสื้อผ้า และ Prop ต่างๆ ให้เหมาะกับอารมณ์ของหนัง ฝ่ายตากล้อง ก็จะไปคิดว่าอยากจะได้ภาพเป็นอย่างไร มุมไหน แล้วทุกฝ่ายก็จะนำข้อมูลทั้งหมดที่หาได้ มา “ถ่ายทำบนโต๊ะ” คือการจำลองการถ่ายทำทั้งหมดบนโต๊ะ ซึ่งขั้นตอนเหล่านี้ ใช้เวลานานมาก เทียบกับเวลาถ่ายทำจริง” อาจารย์สอนอย่างนี้แทบจะทุกครั้งที่เรียน และก็จริงอย่างที่อาจารย์สอน พวกเราประชุมกันบ่อยมาก ทะเลาะกันเรื่องบท, เอา reference ของ mood and tone ของหนังมาแลกกันดู, วาด Story board ซ้ำแล้วซ้ำอีก, ไปดู Location หรือแม้กระทั่งลองเอากล้อง dv ไปถ่ายทำตามที่ได้คิดไว้ ก่อนวันถ่ายจริง เพื่อให้เห็นภาพเหมือนกัน ถึงกระนั้นแล้ว ก็ยังอดที่จะตื่นเต้นกับการ “ทำตามแผนที่วางไว้” ไม่ได้อยู่ดี
ทุกคนยังดูงัวเงียกันอยู่ เพราะช่วยกันถางหญ้าที่หน้าบ้านร้างท่ามกลางสายฝนเมื่อคืน ลุงคนที่ตกลงกันไว้ว่าจะมาถางหญ้าให้ ไม่มาตามนัด วิธีที่แก้ไขปัญหาที่สามารถทำได้ในตอนนี้ ก็คือถางหญ้ากันเอง หญ้าที่ว่านี้ คือหญ้า และเถาวัลย์สูงท่วมหัว เป็นหญ้าที่บังมุมที่จะต้องถ่ายในวันนี้ ดังนั้น ถึงแม้ฝนจะตกอย่างหนัก ทุกคนก็ลงจากรถ อาศัยไฟหน้ารถสองคัน ส่องมาพอให้เห็นทางเดินแคบๆ เข้าไปในบ้าน บ้างใช้มีด และเสียมฟันกิ่งของเถาวัลย์เหล่านั้น บ้างยื้อเถาวัลย์เหล่านั้นให้หล่นลงมา บ้างก็ขนเศษเถาวัลย์ออกไปทิ้งข้างทาง ที่จริง ในฐานะช่างภาพ ฉันสามารถเปลี่ยนไปใช้มุมอื่น แทนมุมที่ถูกหญ้าบังนี้ได้ แต่ทุกคนสนับสนุนให้ใช้มุมนี้ เพราะเป็นมุมที่สวยที่สุด เป็นมุมที่ฉันเลือก…
การถ่ายทำดำเนินไปเรื่อยๆ ฉันสลับกันถ่ายกับพี่อีกคนที่เป็นตากล้อง ถึงแม้จะขลุกขลักบ้าง แต่อุปสรรคเหล่านั้นก็อยู่ในแผนสอง หรือแผนสาม ที่คิดกันมาแล้ว ถึงแม้ว่าในขั้นตอนเตรียมงาน จะถกเถียงเพื่อนำเสนอไอเดียตัวเอง ทะเลาะกันเมื่อความเห็นไม่ตรงกัน แต่เมื่อถึงวันนี้ ทุกคนทำหน้าที่ตัวเองอย่างแข็งขัน เพื่อให้การถ่ายทำไปได้ด้วยดี
ฉันกำลังนั่งอยู่ในรถด้วยท่าแปลกที่สุดเท่าที่เคยนั่งมา พร้อมกับแบกกล้องอันหนักอึ้งบนบ่า พยายามทำตัวให้นิ่งที่สุดเท่าที่จะทำได้ ฉันกำลังถ่ายภาพชายสองคน คนหนึ่งหน้าตาลนลาน หันรีหันขวาง พลางกระทุ้งปืนเข้าที่สีข้างของชายคนขับรถ ท่าทางเหมือนพนักงานออฟฟิศ ที่กำลังนิ่งเงียบ เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ “คัท” เสียงผู้กำกับตะโกนผ่านวอมา ฉันเอาผ้าขนหนูที่ไหล่มาซับเหงื่อ แล้วฝากกล้องไว้กับพี่ผู้ช่วยกล้อง หลังจากที่คุยกับนักแสดง ผู้กำกับวิ่งไปที่รถ แล้วตะโกน “Action” กล้องเดิน พร้อมกับบันทึกภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง
2
เธอบอกว่า เธอสำเร็จมาทั้งชีวิตแล้ว ถ้าจะล้มเหลวบ้างก็คงไม่เป็นไร ชีวิตของเธอ เป็นไปตามแผนที่วางไว้มาตลอด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เธอสนุกได้เท่ากับการทำหนังเลย เธอค้นพบว่า เส้นทางแห่งความสุข ไม่ได้เป็นเส้นทางเดียวกับเส้นทางแห่งความสำเร็จเสมอไป แต่การเดินทางไปบนเส้นทางของตัวเอง ก็เหมือนกับการเดินทางไปบนถนนที่ไม่มีไฟข้างทาง ถ้าไม่มีคบเพลิงที่ทนต่อแรงลมได้ ไฟก็จะดับลง และเราก็คงจะหลงทางไปในถนนที่มืดมิด
จะบอกว่าฉันจับพลัดจับผลูเข้ามาเรียนที่เตรียมอุดมก็ไม่ผิด เพราะฉันไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเตรียมอุดมเลยก่อนจะมาสอบ นอกจากเป็นโรงเรียนดัง และให้ซอยผมได้ ฉันมาสอบตามเพื่อน ที่มีแฟนเป็นเด็กเตรียม แต่กลายเป็นว่า ทุกคนในกลุ่มติด ยกเว้นเพื่อนคนนั้น ชีวิตในเตรียมช่วงแรกๆนั้น รู้สึกว่าเข้ากับใครไม่ได้ ทุกคนเป็นเด็กเรียน แว่นตาหนาเตอะไปหมด แต่เมื่อม.5 ที่ได้ไปอยู่ห้องคละ (เพราะเด็กแว่นตาหนาเตอะไปอยู่ห้องคิงกันหมด) ก็พบว่า ชีวิตการเรียนกลับมาสนุกเหมือนเดิม โดดเรียน อ่านการ์ตูน สั่งพิซซ่ามากินในห้อง ลอกข้อสอบ แอบกินขนม … ทุกเรื่อง เหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่ก็ทำให้ฉันมีความสุขมาก
การเรียนที่ภาคคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่ฉันใฝ่ฝันมาตลอด ตอนเอนท์ ฉันเลือกโดยแทบจะไม่ต้องคิดเลยว่าจะเรียนอะไร แต่ตอนนี้ มีความฝันอย่างใหม่ ที่เข้ามาเบียดความฝันเดิม อย่างการทำเกมส์ออกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่ว่าการทำเกมส์ไม่สนุก ตอนนี้ก็ยังมีความสุขกับการทำเกมส์ดีอยู่ แต่การทำหนังมันมอะไรมากกว่านั้น มันทั้งสนุก และมี team work เหมือนกับการเสกอะไรขึ้นมาอย่างหนึ่ง จากส่วนผสมหลายๆอย่าง
การดูหนัง ก็เสมือนกับการเปิดห่อของขวัญ เราไม่มีทางรู้ถึงสิ่งข้างใน จนกว่าจะดูจนจบ อาจจะดีใจ หรือเสียใจกับสิ่งในนั้น อาจจะได้ข้อคิด นั่งคิดไปหลายวัน หรือแค่ดีใจชั่วขณะแล้วโยนทิ้งไป มีคนจำนวนมาก ที่บ้าอย่างสุดโต่งเพื่อมัน กับจินตนาการปลอมๆ กับเพียงภาพมายาเหล่านั้น อย่างนายที่ได้ออสการ์ปีนี้ บอกว่าเค้าถ่ายหนังเป็นงานอดิเรก อาชีพปกติ คือช่างทำรองเท้า!! ชายคนนี้ สี่ปีถึงจะถ่ายหนังซักครั้ง แต่ถ่ายแต่ละครั้งได้ออสการ์มาเรื่อย เขาทำอย่างนี้… (ฟังจากเป็นเอก (รัตนเรือง) มา) คือปกติ คนเราเวลาแสดงหนัง ก็คือ มายืนหน้ากล้อง แล้วก็แสดงเป็นตัวนั้น เช่น นางเอก นางร้าย แต่นายคนนี้ไม่ การแสดงปกตินั้น ไม่เพียงพอสำหรับเขา เขา”เป็น” ตัวละครนั้นเลย คืออย่างในเรื่อง There will be blood นี่ เขาได้กลายเป็นตัวละครนั้นไปแล้ว ทำให้ไม่มีการแสดงเกิดขึ้นที่หน้ากล้อง การแสดงนั้น ได้จบไปก่อนหน้านั้นนานแล้ว คือตอนที่เขาพยายามกลายเป็นตัวละครนั้น สิ่งที่เกิดหน้ากล้อง เป็นปฎิกริยาที่ตัวละครนั้นควรจะมีจริงๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์นั้นขึ้น และเมื่อการถ่ายทำจบ เขาก็ต้องใช้เวลาอยู่อีกมาก เพื่อกลับไปเป็นตัวเค้าคนเดิม
3
น้องชาย มีพี่เลี้ยงอยู่คนหนึ่ง เป็นคนที่อยู่ด้วยกันมาเป็นสิบปีแล้ว ไม่แปลกหรอก มีเด็กหลายๆคน ที่อยู่กับพี่เลี้ยงนานขนาดนั้น จะแปลกก็ตรงที่ว่า พี่เลี้ยงคนนั้น เกลียดเธอ เกลียดมาเป็นสิบๆปีแล้วด้วยเช่นกัน ความเกลียดนั้นเพิ่มมาเรื่อยๆ จากตอนแรกที่มองหน้าด้วยความไม่พอใจ เปลี่ยนมาเป็นถลึงตาใส่ทุกครั้งที่มีโอกาส เปลี่ยนมาเป็นคำพูดเสียดสี ยามที่พ่อแม่ไม่อยู่ และบางครั้งก็ถึงขั้น ทำร้ายกัน
ไม่ใช่เธอ ไม่เคยบอกพ่อแม่ แต่คำตอบ กลับกลายเป็น ไม่สามารถหาใครมาแทนเค้าได้ สิ่งที่เธอทำได้ ก็มีเพียงพยายามอยู่นอกบ้านให้นานที่สุด เล่นดนตรี ถ่ายรูป เรียนพิเศษ และเฝ้าถามตัวเองอยู่เสมอว่า พ่อแม่รักเธอหรือเปล่า ทั้งๆที่รู้ ทำไมถึงยอมให้เธอเป็นทุกข์มาเป็นสิบๆปี ไม่นานมานี้ เธอกลับพบว่า การพยายามอยู่นอกบ้านให้นานที่สุดนั่นแหละ ทำให้เธอได้พบกับเรื่องที่น่าสนุกมากมาย
ฉันหลงไปในโลกของดนตรีในตอนม.ต้น เดิมทีฉันเล่นเปียโนอยู่แล้ว เมื่อพบว่าโรงเรียนใหม่ที่ฉันเพิ่งย้ายเข้ามา มีวงโยธวาทิต ฉันก็รีบไปสมัครทันที ไม่รู้ว่าอาจารย์พิจารณาว่าคนไหนควรได้เล่นเครื่องดนตรีชิ้นไหนจากอะไร แต่ฉันก็ได้เล่น Trumpet แสนเท่ Trumpet เสียงดังกว่าใครเพื่อน และได้เล่นทำนองหลักเสมอๆใน ปีถัดมา มีอาจารย์คุมวงคนใหม่เข้ามา อาจารย์ชวนให้พวกเราแข่งขัน “Marching Band” เป็นการเล่นเพลง พร้อมกับ “แปรสนาม” นั่นคือให้ทุกคนเดินไปที่ตำแหน่งต่างๆในสนาม และเมื่อมองจากมุมสูงแล้ว จะเห็นเป็นรูปต่างๆ เนื่องจากปีนั้นเป็นปีแรกที่โรงเรียนเราเข้าแข่ง และพวกเราไม่มีความรู้อะไรเกี่ยวกับการแข่งเลย จึงได้เริ่มใหม่เท่าๆกันทุกคน เริ่มหัดเดินจากพื้นฐาน ฝึกการหายใจให้ถูกต้อง พวกเราซ้อมกันจนดึก ทุกคนตัวดำจากแสงแดดที่ร้อนเปรี้ยง และเหม็นเหงื่อกลับบ้านทุกวัน ขณะนั้นเอง ก็เป็นเวลาที่ฉันจะรู้จักเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ เพราะตำแหน่ง Horn ในวงขาดคน และอาจารย์ก็พบว่า ฉันน่าจะเป็นคนที่จะมาอุดรอยรั่วนั้นได้ ตอนนั้น ฉันไม่ชอบเลย ที่จะต้องเปลี่ยนเครื่อง แต่เมื่อได้ลองเล่นดู ฉันกลับพบมุมมองที่แตกต่างไปของวง Trumpet นั้นเปรียบเสมือนนักร้องวงร็อคแสนเท่ แต่ Horn นั้นเป็นความอ่อนนุ่มของวง เสมือนผู้หญิงเพียงคนเดียวท่ามกลางเหล่าชายหนุ่ม ภายหลังฉันก็รู้ว่า ทำไม Part Horn ต้องการคนเพิ่ม นั่นเป็นเพราะเพลงที่อาจารย์กำลังจะให้เล่น มีท่อน Horn Solo ซึ่งจำนวนคนเดิมที่มีอยู่ ไม่สามารถทำให้เสียงในท่อน Solo ดีพอ เราซ้อมกันอย่างหนักจนถึงวันแข่ง มีผู้คนเต็มอัฒจันทร์ วงของเราเป็นวงหญิงล้วน และเป็นวงเดียวที่นำเครื่องดนตรีไทยเข้ามาเล่นร่วมกับ Percussion (เครื่องตี) เลยได้รับเสียงเชียร์เป็นพิเศษ ถึงแม้เราจะไม่ชนะ แต่ฉันก็ภูมิใจมากที่ได้ร่วมแข่ง หลังจากปีนั้น ศึกษานารี ก็เป็นโรงเรียนหนึ่งที่เข้าแข่งวงโยธวาฑิตมาตลอด และฝีมือก็พัฒนาขึ้นเรื่อยๆ จนได้เหรียญทองในไม่กี่ปีถัดมา
ช่วงที่อยู่เตรียม ฉันได้ดูหนังเยอะมาก และหนังส่วนใหญ่ ก็มักจะเป็นหนังแปลกๆ ที่ฉายที่ลิโด้
เพราะเกิดอาการ เบื่อหนัง Hollywood ที่เป็นไปตามสูตรเดิมๆเสมอ การได้ค้นพบลิโด้ ถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ที่นั่น มีทั้งหนังฝรั่งเศส หนังญี่ปุ่น หรือแม้กระทั่งหนังอิสราเอล หนังบางเรื่องน่าเบื่อ แต่บางเรื่องก็สนุกมาก เป็นก้าวแรกสู่โลกของเซลลูลอยของฉัน หนังออสการ์ ที่เคยคิดว่าต้องปีนบันไดดู กลับสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันนั่งลุ้นตัวโก่งอยู่หน้าจอทีวี ในปีที่ Crash และ Brokeback Mountain บี้กันชิงออสการ์ การได้ดูหนัง เหมือนกับการหลุดไปในอีกโลกหนึ่ง โลกแห่งจินตนาการของเราเอง และเป็นโลกที่ไม่มีใครเข้ามาทำลายได้
ฉันเริ่มถ่ายรูปตอนอยู่ ม.ปลาย เมื่อไม่อยากอยู่ชมรมที่เข้าไปเช็คชื่อแล้วกลับบ้าน ฉันจึงเลือกเข้าชมรมถ่ายภาพ ที่เค้าบอกว่ามีงานเยอะมาก และต้องเข้าชมรมทุกครั้ง ซึ่งถือว่าเลือกไม่ผิดเลย ฉันได้ทำงานเยอะดังที่ตั้งใจ ต้องถ่ายรูปมาส่งทุกอาทิตย์ ฝีมือการถ่ายภาพของฉันก็พัฒนาตามไปด้วยทุกอาทิตย์เช่นกัน ที่ชมรมยังให้อัดรูปขาวดำเอง ซึ่งมันสนุกมาก! ได้อยู่ในห้องมืดกับเพื่อนๆ ผสมน้ำยากันเอง ต้มน้ำด้วยกาน้ำที่ตะกรันหนาเตอะ ตวงสารเคมีด้วยตาชั่งแบบเลื่อนๆ เข้าไปอยู่ในห้องมืดแคบๆด้วยกันห้าหกคน ส่งเสียงโวยวาย เพราะถูกชน จากคนข้างๆ ที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร ผลัดกันเขย่ากระป๋องล้างฟิล์ม แย่งเครื่องอัด อัดรูปในห้องแดงกันจนดึกดื่น เสียงคุย เสียงหัวเราะ เสียงเพลงจากวิทยุพลาสติกเก่าๆ ดังตลอดช่วงเย็น ภาพที่ค่ อยๆ ชัดขึ้นในน้ำยาล้าง รูปภาพที่หนีบไว้บนราวเรียงรายไปหมด ถึงแม้เรื่องราวเหล่านี้ จะเป็นเหมือนภาพที่สีซีดไปแล้ว แต่ก็เป็นภาพใบเก่าที่แสนมีค่า
4
ในวิชาเขียนบท มีการบ้านที่จะต้องส่งอยู่หนึ่งชิ้น นั่นก็คือเขียนบทหนังอะไรก็ได้มาส่ง เธอเขียนเรื่องเกี่ยวกับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่เล่นเปียโนของโชแปง ด้วยทำนองของตัวเอง
บีโธเฟน อายุรุ่นราวคราวเดียวกับโมสาร์ท ตอนเด็กๆ นั้นโมสาร์ทกำลังดังมาก ทุกคนต่างยกย่องว่าเป็นอัจฉริยะ จนถูกเรียกเข้าไปให้เล่นให้ฟังในวัง จึงจับเขาหัดไวโอลินตั้งแต่ 5 ขวบ เคี่ยวเข็ญให้ท่องจำ และให้ถือไวโอลินตลอดเวลา ดึกดื่นแค่ไหน พ่อก็จะลากเด็กชายบีโธเฟนลงจากเตียงให้เล่นไวโอลินและท่องบทเรียนให้ฟัง เมื่อเล่นผิดก็ตี แม้อึดอัดคับข้องใจ แต่บีโธเฟนก็รักดนตรี และเก่งกาจขนาดสามารถแสดงคอนเสิร์ตครั้งแรกได้ในวัย 8 ขวบ ได้รับการต้อนรับเกรียวกราว บีโธเฟนเริ่มแต่งเพลง และดังจากเพลงที่เขาแต่ง ในช่วงบั้นปลายของชีวิต บีโธเฟนเริ่มไม่ได้ยิน แต่เค้าก็ยังแต่งเพลงออกมาได้เรื่อยๆ และสามารถ conduct เพลงที่เค้าแต่งเอง ได้ โดยอาศัยการที่เค้าสามารถจำเสียงเครื่องดนตรีได้ทุกชนิด ความสามารถของบีโธเฟนไม่ได้มาจากพรสวรรค์เพียงอย่าง เดียว แต่มาจากความพยายามทั้งชีวิต ที่อยู่กับดนตรีมาโดยตลอด
คลิปใน Youtube อันหนึ่ง เป็นภาพเด็กผู้หญิงเล่นเปียโนด้วยเทคนิคสุดยอด และด้วยท่าทางที่มีความสุข เมื่อเล่นจบ เด็กในชุดม.ปลาย ของโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์คนนั้นหันมา เธอตาบอด!
เธอเริ่มเล่นเปียโนตั้งแต่เด็ก และไม่ได้ด้วยการบังคับของพ่อแม่อย่างเด็กทั่วๆไป เธอรักการเล่นเปียโน รักการที่นิ้วเต้นระบำบนคีย์สีขาวดำ แล้วมีเสียงไพเราะออกมา นานไป รักนั้นยังคงอยู่ แต่เธอต้องแบ่งเวลาแห่งเสียงเพลงนั้นให้กับตำราเรียน และสิ่งอื่นๆที่เธอชอบ อย่างไรก็ตาม เดี๋ยวนี้ เธอยังลงแข่งเปียโนตามงานต่างๆ ไม่ใช่เพราะรางวัล แต่สนุกกับการที่คนอื่นได้ฟังเสียงเพลงของเธอต่างหาก
ในห้องสอบ กรรมการบอกว่า Waltz ของโชแปงที่เธอเล่นมันแปลกเกินไป มันควรจะเป็นไปตามต้นฉบับมากกว่า ทั้งๆที่เธอรู้ว่าไม่ควรเล่นเช่นนั้น แต่เธอก็เผลอเล่นมันออกไปจนได้ เธอไม่เสียใจซักนิดที่สอบตก แต่สงสัยว่า การเล่นของเธอนั้น ไม่สามารถสร้างความสุขให้กรรมการได้อย่างนั้นเหรอ หลังจากสอบ เธอตรงไปที่บ้านครู เพื่อซ้อมเพลงที่จะแข่ง นักร้องที่ร้องคู่กับเธอนั้นมาถึงก่อนแล้ว นักร้องเป็นน้องเธอหลายปี แต่ผ่านการแข่งขันมามากกว่า เนื่องจากมีแม่คอยผลักดันให้แข่งตามรายการต่างๆอยู่บ่อยๆ ทั้งสองผ่านรอบแรกมาได้ด้วยคะแนนอันดับสอง เธอยังคงจำวันแข่งวันนั้นได้ เสียงเปียโนของเธอ ไพเราะอยู่ในอากาศ เข้ากับเสียงร้องเป็นอย่างดี เมื่อถึงช่วง Piano Solo นักร้องเข้ามานั่งข้างๆ แล้วเล่น Melody ของเพลง ไปพร้อมกับท่วงทำนองที่เธอกำลังเล่นอยู่ เสียงปรบมืออันกึกก้องจากผู้ชม ยังคงสะท้อนอยู่ในหัวของเธอ ในรอบถัดไป ทั้งสองเปลี่ยนจากเพลงทำนองอ่อนหวาน ไปเป็นเพลงเต้นทำนองสนุกสนาน โดยมาซ้อมกันบ่อยๆที่บ้านเพื่อนของครู ที่เป็นนักแต่งเพลงให้ค่ายดัง เมื่อวันแข่งมาถึง ทั้งสองแต่งดัวด้วยชุดที่ตัดมาเพื่อวันนี้ จูงมือกันไปจับฉลาก เธอมองไปรอบๆ สำรวจผู้เข้าแข่งขัน และบรรยากาศของเวที น้องนักร้องก็พูดเสียงดัง บอกว่า เมื่อจับฉลากขึ้นมาแล้ว เจ้าหน้าที่ก็ดึงฉลากไปทิ้งโดยที่เธอไม่ได้ดู แล้วบอกว่าทั้งสองต้องเล่นเป็นคู่แรก เมื่อรู้สึกว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่โต เจ้าหน้าที่จึงยอมเปลี่ยนลำดับการแสดงให้ ที่หลังเวที นักแสดงทุกคนกำลังตื่นเต้น แต่ละคู่ถูกเรียกออกไปเรื่อยๆ และแล้วก็ถึงลำดับที่เธอจะต้องเล่น คู่ของเธอให้กำลังใจ และก็เล่าถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ให้ฟัง ว่าที่จริงแล้ว ฉลากที่ได้ คือเบอร์แรกจริงๆ โชคดีที่แกล้งทำเป็นร้องไห้ แล้วเปลี่ยนเบอร์มาได้ เธอนิ่งไป แล้วเดินออกไปนั่งที่เปียโน มองออกไป เห็นครูนั่งยิ้มให้ เธอเริ่มบรรเลงทำนองคึกคักออกไป นักร้องร้องและเต้นตามที่ได้ซ้อมมา บรรยากาศในนั้นเปลี่ยนเป็นคึกคัก มีวัยรุ่นบางคนลุกขึ้นมาเต้นไปตามทำนอง เมื่อจบลง เสียงปรบมือดังก้อง ทั้งสองออกมาโค้งให้คนดู แล้วเดินกลับไปหลังเวที เมื่อคู่สุดท้ายเล่นจบ ผู้เข้าแข่งขันทุกคนก็ออกไปยืนรวมกันที่หน้าเวที เพื่อรอประกาศผล ทั้งคู่จับมือกัน รายชื่อผู้พลาดหวังถูกเรียกออกไปเรื่อยๆ ชื่อของทั้งสองถูกเรียกออกไปรวมกับผู้พลาดหวังเหล่านั้น น้องนักร้องยิ้ม และเดินออกไปจากแถวด้วยท่าทีมั่นใจ พยายามปกปิดความผิดหวัง เธอยิ้ม ถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเดินตามคู่ของเธอออกไป เมื่องานจบลง ทุกคนพากันมาให้กำลังใจ กลับมาบ้าน คืนนั้นเธอนอนไม่หลับ เฝ้าแต่ถามตัวเองว่าเล่นเปียโนไปเพื่ออะไร อยากชนะคนอื่นขนาดนั้นเลยเหรอ ไม่มีพรสวรรค์ ยังไงก็ไม่มีทางเก่งไปกว่าคนที่มีได้ ไม่สามารถเล่นให้คนอื่นชอบได้ด้วยทำนองของเธอ ด้วยเหตุผลที่เธอบอกครูว่าต้องเรียนหนักขึ้น และไม่มีเวลาซ้อม เธอหยุดเรียนเปียโน และคนในบ้านก็ไม่ได้ยินเสียงเปียโนของเธออีกเลย
ในห้องที่เต็มไปด้วยข้าวของกระจัดกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบ บนเปียโนเห็นฝุ่นหนา มีการ์ตูนและข้าวของวางทับไว้ แสดงให้เห็นว่าไม่ได้เล่นมานาน ฉันปิดหน้าต่างเวบ Youtube แล้วเดินมาย้ายข้าวของออกจากเปียโน เสียงเปียโนจากห้องของฉันดังขึ้น หลังจากที่ไม่เคยดังมานานแสนนาน
5
แสงสว่างจากจอดังลง เสียงปรบมือดังก้อง รายชื่อของทีมงานปรากฏขึ้นบนจอ ไล่เรียงไปเรื่อยๆ “ไปรยา ชินะกาญจน์ Director of Photography” ทุกคนออกไปยืนหน้าโรง ถ่ายรูปกับนนทรีย์ นิมิบุตร คนที่จัดคอร์สเรียนนี้ขึ้นมา
ที่ร้านอาหารกึ่งผับ ทุกคนกำลังคุยกันอย่างออกรส บ้างก็กำลังเล่าเรื่องตลก บ้างก็กำลังพูดถึงความฝันที่จะทำหนังต่อไปของตัวเอง นนทรีย์ที่กำลังกรึ่มๆ ก็เล่าเรื่องสมัยที่ตนเพิ่งเริ่มจะทำหนัง ชีวิตของเขาไม่ได้สวยหรูเหมือนที่เห็นในทีวี ทุกคนที่อยู่ในวงการทำหนังไทย ก็ผ่านเรื่องราวทำนองนี้มาแล้วทุกคน ถึงแม้หนทางจะยากลำบาก และต้องใช้เวลานานกว่าจะไต่เต้าจากเด็กในกอง มาถึงจุดที่ใฝ่ฝัน คนที่สามารถอดทนได้ ก็ยังจะได้อยู่กับความฝันของตัวเองต่อไป ส่วนคนที่หมดกำลังใจไปก่อน ก็ไปทำงานอื่นที่ได้เงินอย่างไม่ลำบากมากนัก เสียงเพลงดังขึ้น เพื่อนๆ รวมถึงอาจารย์เต้นกันอย่างสนุกสนาน ฉันเดินมานั่งที่โต๊ะอย่างมึนๆ และคิดว่า
สมมติถ้าฉันหักเหชีวิตไปทำหนังจริงๆ จะรอดมั๊ยน้าา
ตอนแรกคิดว่า ก็เรียนเขียนเกมส์ไป แล้วทำหนังเป็นงานอดิเรก
แต่ตอนนี้ อยากทำหนังตลอดเวลาแล้วหละ
ไม่แน่ว่า ถ้าได้ลองทำซักเรื่องอาจจะเบื่อไปเองก้ได้
มีแต่คนบอกว่า ถ้าทำหนังไทยอย่างเดียว คงไม่มีตังกินข้าว
ฉันไม่อยากอยู่ด้วยความฝัน เดินตามฝันไปเรื่อยๆอย่างบ้าคลั่งหรอกนะ
อย่างนั้นมันสุดโต่งเกินไป ไม่ใช่ฉัน
คนเราไม่สามารถมีชีวิตรอดด้วยการกินฝันหรอกนะ
ฉันรู้ว่า โลกแห่งความจริง กับโลกแห่งความฝันมันไม่เหมือนกัน
แต่ฉันก็ไม่อยากเป็นคนที่พยายามเดินสู่เส้นทางสู่ความสำเร็จตลอดมา อย่างที่ฉันกำลังเป็นอยู่
เตรียมฯ จุฬา … พอแล้ว กับการไล่ตามสูตรสำเร็จของความสำเร็จ
อยากออกมาสู่เส้นทางของตัวเอง
จบแล้วก็ไม่อยากทั้งทำงาน และเรียนต่อ แต่อยากเที่ยว ใช้ชีวิตสักพัก
แต่มันคงยากทีเดียว
ประเด็นสำคัญที่ขวางกั้นก็คือ เงิน
สิ่งนี้แหละ ที่ฉันคิดว่าเป็นตัวแบ่งระหว่างความจริงกับความฝัน
ถ้าเรามีเงิน แล้วจะบันดาลทุกอย่างที่ฝันได้มั๊ย
เรื่องนั้น ฉันคงไม่มีทางรู้ หรือไม่ก็คงใช้เวลาหาคำตอบอีกนานทีเดียว
ซึ่งป่านนั้น ถ้าฉันไม่เริ่มอะไรซักอย่างซะเดี๋ยวนี้ มันก็คงไม่ทันแล้วใช่มั๊ย?
จบคืนนี้ไป ความคิดเหล่านี้อาจหายไปจากหัวของฉันด้วยฤทธิ์ของของเหลวในแก้วที่ฉันถืออยู่ แต่อย่างน้อยก็หวังว่าเศษเสี้ยวของความคิดเหล่านั้น มันก็คงจะยังอยู่รอด คอยรังควานฉันทุกๆครั้ง ที่ฉันคิดถึงอนาคตของตัวเอง…
Filed under: Creativity Assignment
Jack Sparrow
Jack Sparrow กัปตันโจรสลัดในเรื่อง Pirates of the Caribbean เจ้าของเรือ Black Pearl เขาไม่ใช่กัปตันมือตะขอที่หน้ากลัวเหมือนในหนังหลายๆ เรื่อง แต่เป็นกัปตันที่กะล่อน จอมโกหก กวนประสาท ขี้โม้ สกปรก ใส่ฟันปลอม ออกจะขี้ขลาดในบางครั้ง ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยังอดที่จะรักเขาไม่ได้
Jack Sparrow ปรากฏตัวครั้งแรกใน Pirates of the Caribbean: The Curse of the Black Pearl (2003) ที่ท่าเรือหลวง เพื่อที่จะมายึดเรือสักลำ แต่แล้วก็กลับถูกจับ เนื่องจากไปช่วยลูกสาวของข้าหลวงจากการจมน้ำ ในคืนนั้นเองเรือ Black Pearl ก็เข้ามาถล่ม ภายใต้การนำของกัปตัน Barbossa เพื่อหาเหรียญทอง Aztec โบราณไปแก้คำสาปของเขาและลูกเรือ แท้จริงแล้ว Barbossa เคย็นกัปตัน แต่เขาก็ทรยศ โดยสบคบกับลูกเรือ โยน Sparrow ลงจากเรือที่เกาะร้าง โดยเหลือเพียงปืนที่มีลูก 1 นัดให้ แต่ Sparrow ก็รอดจากเกาะนั้นได้ พร้อมทั้งเก็บลูกปืน 1 นัดนั้นไว้เพื่อใช้แก้แค้น ในที่สุด ด้วยความกะล่อน และจอมวางแผน Sparrow ก็สามารถยึดเรือคืน และแก้แค้นได้สำเร็จ
ความประทับใจ : ถึงแม้จะดูเป็นตัวร้าย และกะล่อน หลอกลวง กวนประสาท แต่เขาก็ไม่เคยผิดสัญญาที่ให้ไว้ เป็นคนที่มีบุคลิกเพี้ยนๆ แต่ภายใต้ความเพี้ยนนั้น เป็นความฉลาดที่คนอื่นคาดไม่ถึง เขาสามารถเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ เขาทำทุกอย่างตามความรู้สึกมากกว่าเหตุผล และทำทุกอย่างเพื่อเหตุผลเดียว นั่นก็คือเพื่อที่จะได้เรือที่เขารักกลับคืนมา เขาไม่เคยเสียใจกับสิ่งที่จะตัดสินใจทำลงไป เขาแล่นเรือไปเรื่อยๆ อย่างอิสระ ไปพบเจอกับสิ่งใหม่ๆ คนใหม่ๆ อย่างที่คนอื่นไม่มีทางได้เจอทั้งชีวิต ฉลาด เป็น model เรื่องวิธีการใช้ชีวิตอย่างมีอิสระ และการเอาตัวรอดด้วยสมอง แทนที่จะใช้กำลัง
Nana

โอซากิ นานะ อาจจะดูเป็นสาวพังค์มาดดุ แต่เธอมีจิตใจอ่อนโยนและเป็นเพื่อนที่ดี นานะเป็นเด็กกำพร้าที่โตมากับยาย ตอนเรียนมัธยมเธอเป็นคนไม่ค่อยพูด และไม่มีเพื่อน กระทั่งได้พบกับโนบุที่แนะนำเธอสู่โลกแห่งดนตรีพังค์ นานะถูกไล่ออกจากโรงเรียนเพราะถูกกล่าวหาว่าขายบริการ เธอไม่ยอมแก้ต่างใดๆ จนยายของเธอเสียใจล้มป่วยและจากเธอไป เมื่อถึงวันเกิด นานะซื้อชุดสีแดงที่ยายไม่เคยอนุญาตให้ใส่เป็นของขวัญให้ตัวเองและไปดูคอนเสิร์ตวง Black Stones กับโนบุ คืนนั้นเองที่เธอได้พบกับเรน มือเบสของวง ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน เมื่อเรนชวนเธอมาเป็นนักร้องนำ เธอจึงตอบตกลง ในฐานะนักร้องนำ นานะมักปรากฏตัวด้วยบุคลิกสุดเท่ เธอแต่งตัวสไตล์พังค์ โดยมีเสื้อผ้าของวิเวียน เวสต์วู้ด เป็นแบรนด์โปรด นานะสักดอกไม้เป็นสัญลักษณ์เรนที่ต้นแขนและย้ายไปปอยู่กับเรน ทั้งคู่รักกันมากจนกระทั่งเรนตัดสินใจออกจากวง Black Stones เพื่อไปเป็นมือกีต้าร์วง Trapnest ที่มีชื่อเสียงกว่าในโตเกียว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่จึงจบลง
นานะตัดสินใจเดินตามความฝันในการเป็นนักดนตรีชื่อดัง เธอเดินทางมายังโตเกียวและรวมวง Black Stones ขึ้นมาใหม่กับยาสุ, โนบุ และชิน มือเบสคนใหม่ ในรถไฟไปโตเกียว นานะได้พบกับสาวหวานคนหนึ่งที่ชื่อ นานะ เหมือน (นานะ แปลว่า เลข 7) และบังเอิญเหลือเกินที่ทั้งคู่ได้เป็นรูมเมทกัน แม้จะมีบุคลิกและปูมหลังต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ทั้งคู่ก็กลายเป็นเพื่อนรักกัน นานะพังค์ตั้งชื่อใหม่ให้นานะหวานว่า ฮาจิ ตามบุคลิกขี้อ้อนเหมือนลูกหมา ซึ่งเธอทั้งรักและหวงฮาจิเหมือนลูกหมาจริงๆ
นานะได้ออกอัลบั้มกับวง Black Stone ของตัวเองสมความตั้งใจ แต่เธอกลับต้องพบกับรอยร้าวทางความสัมพันธ์ เมื่อฮาจิตั้งท้องกับ ทาคุมิ มือเบสวง Trapnest ขณะที่โนบุ มือกีต้าร์วง Black Stones เพื่อนรักของนานะหลงรักฮาจิจนหมดหัวใจ นานะรู้สึกผิดหวังที่ฮาจิเลือกทาคุมิแทนที่จะเป็นโนบุ เพราะนั่นหมายความว่าฮาจิจะไม่ได้อยู่ใกล้เธออีกต่อไป เธอคิดว่าทำไม Trapnest ถึงแย่งคนรักของเธอไปหมด และรู้สึกเศร้าจับใจเมื่อฮาจิตัดสินใจย้ายออกจากห้อง 707
ความประทับใจ : ภายใต้บุคลิกที่เท่ และดูเข้มแข็ง แต่นานะนั้นอ่อนไหวในเรื่องความรักมาก เพราะเธอถูกแม่ทิ้งตั้งแต่เด็ก เธอเหมือนอยู่ตัวคนเดียวมาตลอด เมื่อโนบุเข้ามา พร้อมกับนำดนตรีเข้ามาในชีวิตเธอ ดนตรีก็กลายเป็นเป้าหมายสำคัญในชีวิตของนานะ จนเธอสามารถที่จะแยกจากคนรักเพื่อมันได้ นานะทั้งขยันซ้อม และทำงานเป็นคนงานก่อสร้าง เพื่อเก็บเงินทำวง จนในที่สุดวงของเธอก็โด่งดังขึ้น และเป็นที่ชื่นชอบของหลายๆคน เป็น model ในด้านความสันโดษ และการเดินทางไปสู่ฝัน
Johnny Depp
John Christopher Depp หรือว่า Johnny Depp นั้นเป็นนักแสดงที่ทุ่มเทให้กับผลงานของเขาอย่างมาก แม้ว่าสาเหตุที่แท้จริงที่เขาย้ายมาอยู่ที่ลอสแองเจลลิส ก็คือการมาทำตามความฝันที่จะเป็นมือกีตาร์ร็อคผู้มีชื่อเสียง คงเป็นเพราะหน้าตาที่หล่อเหลานั้นเอง ที่ทำให้เขาจับผลัดจับผลูมาเป็นดาราขวัญใจสาวๆจวบจนทุกวันนี้
Johnny Depp เกิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 1963 ที่เมืองโอเวนส์โบโร รัฐเคนตักกี แต่ไปเติบโตที่เมืองมิรามา รัฐฟลอริดา เมื่ออายุได้ 12 ปี แม่ของเขาซื้อกีตาร์ให้ และเขาก็หลงรักมันมาก Depp หมกตัวอยู่แต่ในห้องเป็นเวลาเกือบสองปี เพื่อเรียนรู้การเล่นกีตาร์ด้วยตนเอง ในที่สุด ฝีมือของ Depp ก็ดีพอที่จะเข้าไปเล่นให้กับวง The Flame วงเล็กแต่โด่งดังมากตามไนต์คลับในละแวกนั้น Depp อายุย่างเข้า 16 ปี ตอนที่ The Flame เปลี่ยนชื่อเป็น The Kids สมาชิกทั้งหมดตัดสินใจเดินทางมาตามหาความฝันที่ลอสแองเจลลิส Depp ซึ่งไม่ชอบโรงเรียนอยู่แล้วก็ตามเขามาด้วย แต่โชคชะตาก็พลิกผันให้ Depp ได้มาพบกับ Lori Allison เมกอัพอาร์ทติสสาวเมื่อตอนอายุ 20 และแต่งงานกันในปี 1983 ทว่าเส้นทางการเป็นนักดนตรีของเขากลับดิ่งลงเหว The Kids ตัดสินใจแยกวงกันในที่สุด และ Depp ก็เปลี่ยนอาชีพไปเป็นเซลล์ขายปากกาลูกลื่นแทน ชีวิตในช่วงนั้นของเขาอยู่ในขั้นตกต่ำ จนนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด แต่ระหว่างที่เขายังใช้ชีวิตอยู่กับ Lori นั้น เธอได้แนะนำให้เขารู้จักกับ Nicholas Cage พวกเขาจะไม่ค่อยลงรอยกันนักในตอนแรก แต่สุดท้ายพวกเขาทั้งสองก็กลายมาเป็นเพื่อนรักกัน Cage ชักชวนให้ Depp มาเป็นนักแสดง ไม่นาน Depp ก็เซ็นสัญญาเข้าสังกัดเดียวกับ Cage และงานแรกในชีวิตของเขาก็คือ Nightmare on Elm Street ของ Wes Craven โดยตอนที่เขาไปออดิชันนั้น Craven หันไปถามลูกสาวของเขาว่าเธอคิดว่าใครควรจะมาแสดงเป็น Glen และเธอก็เลือก Depp ถึงแม้ว่าบทบาทนั้นจะไม่ได้น่าจดจำอะไรนัก เนื่องจาก Depp ต้องถูกเตียงหนีบตาย แต่มันก็คือจุดเริ่มต้นของนักแสดงผู้ยิ่งใหญ่ที่ชื่อ Johnny Depp
หลังจากแสดงหนังต่อมาอีกเพียงสองสามเรื่อง เอเยนท์ของเขาก็เกลี้ยกล่อมให้เขาลองแสดงใน 21 Jump Street ด้วยความที่อยากได้เงินและไม่คิดว่าซีรีส์เรื่องนี้จะอยู่ได้เกินซีซันเดียว เขาจึงตอบตกลง ทว่า 21 Jump Street กลายเป็นซีรีส์สุดฮิตขึ้นมา ซึ่งมันก็ทำให้ Depp กลายเป็นขวัญใจสาวๆวัยรุ่นได้ในชั่วข้ามคืน 21 Jump Street อยู่มาได้ถึงสี่ปี และเมื่อ Depp ได้รับบทนำเป็นครั้งแรกในหนังวัยรุ่นสุดฮา Cry Baby เขาก็เปลี่ยนภาพลักษณ์น่ารักๆของตัวเองจนกลายเป็นนักแสดงที่จริงจังคนหนึ่ง Johnny Depp กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเถื่อน เท่ห์ ในสายตาของวัยรุ่น เป็นนักแสดงที่ยอดเยี่ยม ในสายตาของคอหนังและนักวิจารณ์ ปี 1991 Depp ได้รับรางวัล The Star of Tomorrow จากงาน Showest ที่ลาสเวกัส และยังได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึงสามครั้งจาก Edward Scissorhands, Benny and Joon และ Ed Wood Depp อาจจะยังไม่เคยคว้ารางวัลออสการ์มาครองได้สักที หากแต่ผลงานหลายชิ้นของ Depp ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นจากนักวิจารณ์เสมอ โดยเฉพาะ Donnie Brasco (ร่วมกับ Al Pacino), Ed Wood, What’s Eating Gilbert Grape, Edward Scissorhands, Don Juan DeMarco (ร่วมกับ Marlon Brando) และล่าสุดกับ Juliette Binoche ใน Chocolat ไม่ว่า Depp จะโด่งดังในอาชีพนักแสดงของเขาสักแค่ไหนก็ตาม เขาก็ไม่เคยทิ้งความฝันที่อยากจะเป็นนักดนตรี Depp เปิด The Viper Room ไนต์คลับแห่งแรกของเขาในแอลเอ โดยร่วมกับเพื่อนๆอีกหลายคนตั้งวงที่ชื่อว่า P ขึ้นมา (P ปล่อยอัลบัมแรกของพวกเขาออกมาในเดือนพฤศจิกายน ปี 1995) หนึ่งปีต่อมา ชื่อเสียงของ Depp ก็เป็นที่กล่าวขวัญถึงอีกครั้งเมื่อเขาแสดงฝีมือเขียนบทและกำกับเป็นครั้งแรกใน The Brave ภาพยนตร์เกี่ยวกับชายหนุ่มคนหนึ่งผู้ยอมขายตัวเองเพื่อหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว โดยมี Depp รับหน้าที่นำแสดงเองอีกด้วย The Brave ได้รับการต้อนรับอย่างดี ส่งผลให้ The Brave ได้เข้าประกวดในงานเทศกาลหนังเมืองคานส์ ปี 1997
ชีวิตนอกจอของ Depp นั้นกลับโด่งดังยิ่งกว่าบทบาทในจอของเขาเสียอีก ทั้งๆที่ Depp แทบไม่เคยปริปากเรื่องชีวิตส่วนตัวของตัวเองออกมาเลย Johnny Depp กลายเป็นแบดบอยในสายตาของนักข่าว หลังจากเกิดมีปากเสียงจนถึงขั้นชกต่อยกับนักข่าวและแสดงทัศนคติที่ไม่ดีต่อสื่อต่างๆอยู่หลายครั้ง บรรดาหนังสือพิมพ์แทบลอยด์จึงโหมประโคมข่าวเกี่ยวกับคดีที่ Depp ไปพังห้องสวีทของโรงแรม Mark ที่เขาไปพักอยู่ The Viper Room ไนต์คลับของเขาก็ต้องเกิดเรื่องอื้อฉาวขึ้น เมื่อ River Pheonix ต้องจบชีวิตของตัวเองลงเมื่อปี 1993 จากการเสพยาเกินขนาดที่หน้าคลับนั้นเอง อีกทั้งหนังสือพิมพ์ต่างๆก็มักจะเขียนข่าวซุบซิบถึงชีวิตรักของ Depp อย่างสนุกปาก และข่าวรักที่โด่งดังที่สุดของเขาก็คือข่าวการหมั้นหมายระหว่าง Depp และนักแสดงสาว Winona Ryder ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นแบบเดี๋ยวรักเดี๋ยวร้างอยู่ถึงสี่ปี และแล้วพวกเขาก็ลาขาดจากกันจริงๆ Depp ปล่อยให้ตัวเองจมอยู่กับอดีตและความมืดมิดอยู่ถึงหนึ่งปีเต็มๆ ก่อนที่จะได้มาพบกับ Kate Moss ในปี 1994 ความสัมพันธ์ในครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรจากครั้งก่อน ทั้งสองเดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกกันอยู่อีกถึงสี่ปี ก่อนที่ Depp จะมาพบกับ Vanessa Paradis ในปี 1998
ชีวิตรักของ Depp และ Paradis ในช่วงแรกๆนั้น ไม่ต่างอะไรกับความรักในครั้งอื่นๆของ Depp จนกระทั่งวันที่ 27 พฤษภาคม ปี 1999 วันที่ Depp ได้ลิ้มรสว่าการเป็นพ่อและชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์แบบนั้นเป็นเช่นไร Paradis ได้ให้กำเนิด Lily-Rose Melody Depp ลูกสาวคนแรกของเขาขึ้นมาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใกล้กับกรุงปารีส ลูกทำให้ Depp มีความรับผิดชอบมากขึ้น เขารอบคอบมากขึ้นและลดการกระทำที่เสี่ยงทั้งหลายลง และในปี 2002 ครอบครัว Depp ก็ได้ปลาบปลื้มอีกครั้ง เมื่อ Vanessa ได้ให้กำเนิด Jack John Christopher Depp ลูกชายของพวกเขาเมื่อวันที่ 10 เมษายน ปัจจุบัน Depp อาศัยอยู่กับครอบครัวของเขาที่ฝรั่งเศส Depp รักครอบครัวของเขามาก ซะจนเขาไม่ยอมเก็บรูปลูกๆและภรรยาเอาไว้ในกระเป๋าสตางค์เลย เพราะกลัวว่ามันจะเสียหาย และเหตุผลเดียวที่ทำให้ Depp จะยอมห่างบ้านและครอบครัวบ้างก็คือ การที่เขาจะต้องไปถ่ายทำภาพยนตร์นั่นเอง ถึงกระนั้น เขาก็มักจะพาครอบครัวของเขาไปที่กองถ่ายด้วยเสมอๆ แม้ในช่วงหลังนี้ เราจะไม่ได้เห็นผลงานของ Depp มากนัก เนื่องจากเขาอยากจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวของเขาให้เต็มที่
“อะไรก็ตามที่ผมเคยทำมาก่อนวันที่ 27 พฤษภาคม 1999 เป็นราวกับโลกลวงตาที่ผมได้เคยอาศัยอยู่ โดยไร้ชีวิตอย่างนั้นแหละ ทว่าวันที่ลูกสาวของผมลืมตาออกมาดูโลก เป็นวันแรกที่ผมได้รับรู้ว่าโลกใบนี้นั้นน่าอยู่เพียงไร Lily ได้มอบชีวิตที่แท้จริงให้กับผมครับ”
ความประทับใจ : หนังทุกเรื่องของเขา ถึงแม้จะเป็นหนังที่ไม่ทำเงิน แต่ตัวละครที่เขาเล่น ล้วนน่าสนใจ และแปลกใหม่ Edward ใน Edward Scissorhands, Edwood, Roux ใน Chocolat, Rochester ใน Libertine, Jack Sparrow ใน Pirates of the Caribbean, Willy Wonka ใน Charlie and the Chocolate Factory ฯลฯ ล้วนเป็นตัวละครที่ฉันชอบ นอกจากนี้ การที่ Depp ได้กลับตัวจากหนุ่มเสเพลที่ติดยา และมีเรื่องชกต่อยอยู่บ่อยๆ มาเป็นพ่อที่ทำเรื่องน่ารักๆ ให้กับครอบครัว และลูกเสมอ
เป็น model ในด้านการทำตามความชอบของตนเอง โดยไม่สนใจคนรอบข้าง และเงินทอง และในด้านการกลับตัว







