Laundry Liquid Detergent


สิ่งที่อยากทำตอนปิดเทอม (สุดท้าย)
กันยายน 21, 2008, 3:56 am
Filed under: คิด

ลิสต์เพื่อเป็นแรงจูงใจในการอ่านหนังสือสอบ

สิ่งที่อยากทำตอนปิดเทอม (สุดท้าย)
1. เรียน Fashion Photography
เป็นคอร์สถ่ายภาพ Fashion โดยสอนพวกการจัดแสงในสตูให้ด้วย
2. เรียน Drawing
จะได้ให้คนอื่นเห็นความคิดในหัวของเราออกมาเป็นภาพซะที
3. หัดเล่น Guitar Classic
ชอบผู้หญิงที่เล่นกีตาร์
เล่นได้นิดๆหน่อยๆ มานานแล้ว
อยากเล่นให้เป็นแบบจริงจัง
4. ไปเที่ยวปาย
นัดไว้กับพี่ระฟ้า กับคุณตั้ม
5. ดูหนัง อ่านหนังสือ ที่ดองๆ ไว้
มีหนังกับหนังสือเพียบเลย ที่ซื้อๆ โหลดๆ ไว้
แต่ยังไม่มีเวลา
6. ทำ “ดอกไม้ที่เกิดจากน้ำตาของเด็กผู้หญิง” เป็นหนังสั้น
อยากเห็นความคิดในหัวเรื่องนี้ ออกมาเป็นภาพ
7. ไปเรียน Speaking กับ Writing ภาษาอังกฤษ
อยากพูดภาษาอังกฤษ(ด้วยสำเนียงคนอังกฤษ) คล่องๆ
อยากไปนิวยอร์ก กับลอนดอน
8. ทำโปรเจคคอมนู่นนี่
ทั้ง Senior Project
และโปรเจคอื่นๆ ที่จะพยายามหามาทำ
อยากลองใช้ความรู้ที่เรียนทั้งหมด
มาทำอะไรเจ๋งๆ
9. เริ่มวางแผนไป Backpack หลังเรียนจบ
กรุงเทพ พม่า เวียดนาม จีน รัสเซีย!!!

ทั้งหมดนี่ คงจะทำในปิดเทอมได้ไม่หมด
แต่คงเลยไปในเทอมหน้าได้
เทอมหน้า เทอมสุดท้าย
อยากทำอะไรตามใจทั้งหมด
อยากเรียนอะไรตามใจทั้งหมด
ไปเที่ยวที่ที่อยากไป
ใช้ชีวิตช่วงสุดท้าย ของการเรียนให้คุ้มที่สุดดดด!!!



เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากๆ ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากเวทมนตร์
กันยายน 20, 2008, 4:28 pm
Filed under: คิด

เทคโนโลยีที่ล้ำหน้ามากๆ ย่อมไม่ต่างอะไรไปจากเวทมนตร์

เป็นกฏข้อที่สามของ Arthur C. Clarke

1. When a distinguished but elderly scientist states that something is possible, he is almost certainly right. When he states that something is impossible, he is very probably wrong.
2. The only way of discovering the limits of the possible is to venture a little way past them into the impossible.
3. Any sufficiently advanced technology is indistinguishable from magic.
(จากคาบ Creativity)

อะไรก็ตาม ที่มนุษย์ไม่สามารถคิดได้ มนุษย์ก็จะคิดว่ามันเป็นเวทมนตร์
ใครก็ตาม ที่เก่งในเรื่องๆหนึ่งอย่างมาก อย่างที่ไม่มีใครทำได้
ก็เรียกคนนั้นว่ามีพรสวรรค์ เป็นอัจฉริยะ
จะมีใครคิดบ้าง ว่าสิ่งที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้เหล่านั้น ผ่านการคิดมามากมายเหลือเกิน
ผ่านการค้นคว้า และผิดพลาดมามากมาย
และอาจต้องใช้ความทุ่มเทจำนวนมาก
เพื่อที่จะได้สิ่งที่ดูเหมือน ” เป็นไปไม่ได้” เหล่านั้นมา

คนที่คุณคิดว่ามีพรสวรรค์ หรือมีอัจฉริยะก็เช่นเดียวกัน
คุณเคยคิดบ้างรึเปล่า ว่าเขาต้องอ่านหนังสือ หรือฝึกซ้อมมากกว่าคนทั่วไปกี่เท่า
ถึงจะทำได้อย่างที่เขาเป็นอยู่
คนที่ไม่ได้พยายามอะไรเลย แล้วหวังว่าการฝึกซ้อมเพียงชั่วครู่ จะช่วยให้เก่งได้เท่าเขาเหล่านั้น
หรือการที่คิดว่าเขาเก่ง โดยธรรมชาติ โดยที่ไม่ได้พยายามอะไรเลย
ด้วยการคิดว่า อย่างไรก็ตาม คุณก็ไม่มีวันเก่งเท่าคนที่อัจฉริยะอยู่แล้ว!?
นั่นเป็นข้ออ้างของการที่คุณจะไม่พยายามต่อไปรึเปล่า

ลองไปดูพวกที่เรียนเก่งๆสิ
จะมีสักกี่คนเชียว ที่ไม่ได้อ่านหนังสือ แล้วเข้าใจเรื่องที่เรียน
พวกที่เก่งๆเหล่านั้น เขาอ่านหนังสือมากกว่าคุณกี่เท่า
ตอนที่คุณเล่นเกมส์ เขาอ่านหนังสือ
ตอนที่คุณดูทีวี เขาก็อ่านหนังสือ
ตอนที่คุณอ่านหนังสือ เขาอ่านหนังสือ
แล้วเขาจะไม่เก่งกว่าคุณได้อย่างไร?

แต่บางที ถ้าเป็นฉัน
เมื่อฉันพยายามมามากขนาดนั้น
ฉันอาจจะอยากที่จะปล่อยให้คนอื่นคิดว่ามันเป็นพรสวรรค์
หรือเป็นเวทมนตร์ที่ฉันร่ายขึ้นก็ได้



ดอกไม้ที่เกิดจากน้ำตาของเด็กผู้หญิง
กันยายน 15, 2008, 1:05 pm
Filed under: Film, คิด

เสียงสะอื้นของเด็กผู้หญิง ลอยผ่านสายลมมาอย่างแผ่วเบา จนแทบจะไม่ได้ยิน
คงมีแต่ผมคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยิน
ผมที่เติบโตมาจากน้ำตาของเธอ

สายตาเขม็งที่ลอดผ่านช่องระหว่างประตู
สายตาที่บ่งบอกถึงความเกลียดชัง
เจ้าของใบหน้าบูดบึ้งนั้น ไม่เคยซักครั้งที่จะใจดีกับเธอ

ริมระเบียงของทาวน์เฮาส์ที่เรียงติดๆกัน ที่เล็กๆที่ยื่นมาจากด้านหลังของห้อง
ถ้าไม่สังเกตดีๆ คงไม่เห็นว่ามีเด็กผู้หญิง อายุราว 12-13 ปียืนพิงระเบียงอยู่
และถ้าไม่กลั้นหายใจฟังแล้ว ก็คงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเธอกำลังร้องไห้
ด้านนอกของระเบียงนั้น ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ เติบโตขึ้น ทั้งๆที่ไม่น่าจะเป็นไปได้เลย

จากสายตาและสีหน้า เปลี่ยนเป็นคำพูดและการกระทำที่รุนแรงขึ้น
มีแต่ผมคนเดียวเท่านั้น ที่รับรู้ความเศร้าโศกของเธอ
น้ำตาของเธอ หยดลงมาที่ผมทุกวัน
ผมเติบโตขึ้นจากหยดน้ำเล็กๆเหล่านั้น

ครอบครัวของเด็กผู้หญิง เป็นครอบครัวของคนชั้นกลาง
ที่ต้องออกไปทำงานตั้งแต่เช้า และกลับหลังจากที่เธอหลับแล้ว
พ่อและแม่กลับบ้านดึกทุกวัน
โดยทิ้งเธอไว้กับผู้หญิงคนนั้น กับน้องชายที่ยังเล็ก
น่าแปลก เพราะทั้งๆที่เกลียดเธอมากขนาดนั้น ผู้หญิงคนนั้นกลับรักน้องของเธอดั่งลูกในไส้

ผมอยากให้เธอหยุดเศร้าเสียที
อยากให้เธอออกจากห้องที่มืดหม่นนี้ ไปอยู่ท่ามกลางสวนที่สาดส่องไปด้วยแสงตะวัน
ถึงแม้มันจะทำให้แหล่งน้ำเพียงแหล่งเดียวของผมเหือดแห้งไป
ถ้ามันแลกกับการที่เจ้าของแหล่งน้ำนั้น ได้รอยยิ้มกลับคืนมาอีกครั้ง
ดอกไม้ที่เกิดในมุมมืดอย่างผม คงทำได้แต่เพียงเท่านี้
เพียงรับฟังเสียงสะอื้นของเธอ และเหี่ยวแห้งไปตามกาลเวลาเท่านั้น

เธอคิดอยู่เสมอ ว่ามีใครสักคนที่รักเธอจริงหรือเปล่า
แม้แต่พ่อและแม่ ที่เธอคิดว่าน่าจะรักเธอที่สุด
พวกเขารับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
แต่ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ด้วยเหตุผลเพียงความสะดวกสบาย
ปล่อยให้เธออยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัดนี้นับสิบปี
โดยไม่เหลียวแลจิตใจที่กำลังถูกทำลายไปทีละน้อย

ฝนที่ตกลงมา นำความชื้นและบรรยากาศที่น่าอึดอัดมาให้
เธอยืนอยู่ที่เดิม ถือร่มและกระเป๋าเดินทาง
ก้าวเดินขึ้นไป บนบันไดที่ยื่นลงมาจากท้องฟ้า บันไดที่เหมือนไม่มีปลายทาง



ใต้ฝักบัว
กันยายน 9, 2008, 12:58 pm
Filed under: คิด

ใต้ฝักบัวนั้น
ฉันคิดอะไรใหม่ๆออกเสมอ
ภายใต้น้ำร้อนๆ ที่ไหลผ่านหน้า แล้วไหลต่อไปตามร่างกาย
กลิ่นหอมของสบู่ที่ลอยอบอวลไปทั่ว
ทำให้หัวสมอง คิดเรื่องที่หมกมุ่นมาทั้งวันออก
เสื้อคลุมแห้ง หอมกลิ่นแดดจางๆ
เสมือนโอบกอดของชายคนรัก



“War is young men dying and old men talking.”
กันยายน 3, 2008, 1:42 am
Filed under: คิด, บ่น

Odysseus talking to Achilles:
“War is young men dying and old men talking.
You know this. Ignore the politics.”

จากทีวี ฉันเห็นผู้คนทะเลาะกัน ก่นด่ากัน และตีกัน
ถอยออกมาอีก ฉันเห็นพวกผู้นำของแต่ละฝ่าย
นั่งอยู่บนโต๊ะ สีหน้าเคร่งเครียด พวกเขากำลังเดินหมากกันอยู่
ทั้งสองฝ่าย กำลังใช้ความคิดว่า จะห้ำหั่นกันอย่างไรดี จะเคลื่อนกลุ่มคนไปด้านไหนดีถึงจะได้เปรียบที่สุด
ในขณะที่ชาวบ้านมากมาย ที่เชื่อในตัวพวกเขา กำลังเสียเลือดเนื้อ และตายไปจริงๆ กับเกมส์ที่พวกเขาเล่น

สงคราม เป็นเช่นนี้ทุกครั้ง
ประชาชน หลงเชื่อ เข้าร่วม บาดเจ็บ
ผู้นำ สั่งการจากที่ห่างไกล และรอด ถึงแม้จะแพ้สงคราม
และต้นเหตุของสงคราม มักมาจากขัดแย้งของคนะเพียงไม่กี่คน

อย่างในทรอย ตามที่ได้ยกคำพูดมาข้างต้น
ผู้คนนับหมื่น สู้รบกันอย่างบ้าคลั่ง
เหล่าผู้หญิงคอยสามีของตัวเองกลับมา
สาเหตุของเรื่องขัดแย้ง คือแย่งเฮเลน หญิงสาวที่ร่ำลือว่างดงามที่สุด
จากเรื่องเล็กๆแค่นี้ กลายเป็นสงครามใหญ่โต
กลายเป็นเรื่องของศักดิ์ศรีของบ้านเมือง
และกลายเป็นซากศพ ความอดอยาก และเด็กกำพร้า

เมื่อวานตอนเช้ามืด ฉันตื่นลงมา เจอแม่ที่กำลังดูข่าว
คำแรกที่แม่พูด คือ “ฆ่ากันตายแล้ว”
คนไทยฆ่ากันเอง
สองฝ่ายที่ขัดแย้งกัน ถูกผู้นำทั้งสองฝ่าย พามาเผชิญหน้า
ผู้คนที่กำลังโกรธ บันดาลโทสะจนถึงขั้นฆ่ากัน
ผู้นำเหล่านั้น
พวกเขาอ้างว่าทำเพื่อชาติ เพื่อประชาธิปไตย
แต่ฉันกำลังสงสัยว่า
พวกเขาทำเพื่อเรื่องขัดแย้งเพียงเล็กน้อยของพวกเขาเองหรือเปล่า?