Filed under: บ่น
อารมณ์ที่อึมครึมเหมือนทะเลก่อนฝนตก
ในวันที่แสงอาทิตย์ส่องผ่านเมฆก้อนใหญ่ออกมาเพียงบางเบา
สร้างความอึดอัด และหดหู่ภายในใจ
แสงสลัวภายในห้อง ที่มีเพียงฉันอยู่คนเดียว
รู้สึกราวถูกขังไว้หลังลูกกรงอันใหญ่
มือสัมผัสถึงความเย็นของเหล็กสีดำสนิทที่กักขังฉันไว้
นิ้วไล้ไปตามท่อเหล็กนั้น สีหน้าราบเรียบ ไม่ยินดียินร้ายกับลูกกรงอันหนาและหนัก
ในช่วงเวลาที่ไม่สว่าง และไม่มืดสนิท
แม้ในแต่ละวันจะมีไม่นาน
เสียงเข็มนาฬิกาที่เดินแต่ละนาที ทำให้ช่วงเวลาที่น่าอึดอัดนี้เหมือนจะกลายเป็นนิรันดร์
เมื่อวานไปเดินรัชดาไนท์มา
เป็นตลาดนัดตอนกลางคืนเฉพาะวันเสาร์ อยู่ที่รัชดา
ไปช้อปปิ้งรองเท้า เสื้อมือสอง กระเป๋า กับเพื่อนสาว
ระหว่างทาง เจอกล้องตัวนึง ยี่ห้อ Zenit
สภาพไม่ค่อยมีรอยขีดข่วนเท่าไหร่
ไม่รู้จักยี่ห้อนี้เลย แต่กำลังอยากได้กล้อง SLR แบบ แมนน้วล แมนนวล มาเล่น
ตอนแรกกำลังดู FM2 อยู่ แต่ซื้อจากเวบไม่ทันเค้าซะที
คนขายเห็นสนใจ เลยรีบลดให้เป็น 850 บาท
ก็ยังไม่สนใจ เดินต่อ
ซื้อปีนฉีดน้ำรูปเป็ดเหลือง กับถังโจรสลัดมา (ที่เสียบๆดาบแล้วมันเด้งออกมา)
เดินไปเดินมา เริ่มอยากได้ เลยย้อนกลับมา
แต่ดันหาร้านไม่เจอ
และเนื่องจากอีฝ้ายโดนล้วงกระเป๋าไปพันนึง
เกือบจะเลิกหา ก็เจอพอดี
ไปลองยืนเล่นๆ อีกซักพัก
เห็นว่าชัตเตอร์กับเลนส์ก็ยังใช้ได้
เลยซื้อมาเล่นๆ ในราคา 820 บาท
วันนี้ กล้องก็ยังกองไว้ที่ที่เดิมกับเมื่อวาน
ฝ้ายโทรมาถามเรื่องซ่อมกล้องขอพ่อมัน
ก็ เลยไปค้นๆ ดูเกี่ยวกับกล้องรุ่น Zenit 12XP นี่ในเน็ต
ปรากฏว่าเวบที่ขึ้นมาใน google บอกว่า
เป็น “กล้องในตำนาน” !!!!!
เวบฝรั่งก็บอกว่าเป็น rare item
บอกว่าเป็นกล้องที่หายาก ดี และทน
เลยรีบเอื้อมมือไปคุ้ยกล้องออกจากถุงเมื่อวานมานั่งไขๆๆเล่นดู
หมุนเลนส์ออกมาได้ด้วยแฮะ (ตอนแรกนึกว่าเป็น Range Finder)
ลองหมุนๆ speed ดูว่าเล่นได้ทุก speed ป่าว
ลอง focus ดู อ้าว มีคราบอะไรที่เลนส์ด้วย
เปิดฝาหลังออกมาดู shutter
แหงะ ทำไมตรงรอยต่อมันไม่ติดกันนิดนึงแล้วหละ
เลยย้อนกลับไปดูที่เวบที่มันบอกว่าทน
เวบว่างี้
“กล้องซีนิทรุ่นเก่าๆมันสมบุกสมบันดีจริงครับอย่างที่คุณออแอบอก แต่ความที่นักถ่ายภาพรุ่นหลังๆไม่เข้าใจกลไกการทำงานของมันแต่กลับไปคุ้นเคยกับกล้องญี่ปุ่นรุ่นใหม่กว่าแทน กล้องรัสเซียหลายต่อหลายตัวจึงต้องมีอันเป็นไปโดยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น เรื่องการปรับตั้งความเร็วชัตเตอร์ ใครไม่เคยจับมาก่อน ไม่รู้หรอกครับว่ามันต้องขึ้นฟิล์มก่อนแล้วค่อยปรับสปีด พอพังไปก็โทษว่ากล้องไม่ทน ฯลฯ (นี่เป็นแค่ตัวอย่างหนึ่งที่นึกได้ตอนนี้ )
ส่วนเลนส์ Helios ผมว่าเหมาะกับการถ่ายโลโม่ดีนะ อธิบายเป็นคำพูดยาก เอาเป็นว่าภาพออกมามันไม่เนี้ยบดีก็แล้วกันครับ”
แว้กกกก ใช่เลย ตะกี๊ปรับความเร็วชัตเตอร์โดยไม่ได้ขึ้นฟิล์มก่อน
ที่ชัตเตอร์พัง เพราะอย่างงี้ใช่ม๊ายยย T_T
ก็เลยรีบ search หาร้านซ่อม
(ตกเป็นแนวร่วมซ่อมกล้องกับอีฝ้ายจนได้)
หลังจากกุ๊กกู๋มา ได้ร้านวิมล อยู่ที่ฟอร์จูน
โทรไปถามเค้า เค้าบอกว่าม่านชัตเตอร์ขาด
ค่าซ่อม 500-600 บาท T_T
จะซ่อมดีมั๊ยเนี่ย
…
สุดท้ายก็คงเห็นภาพฉันพาน้องกล้องนั่งรถไปซ่อมอย่างแน่นอน “OTL

กล้องในตำนาน หน้าตาเป็นอย่างงี้~
ปล. เมื่อวานเจอโคมไฟสวยมาก ทำด้วยทองเหลือง ราคา 1500 บาท อยากได้~~ >_<
Filed under: Film

Trainspotting
หนังวัยรุ่นติดยาที่ เท่สุดๆ~
ถ้าพูดถึงหนังเด็กติดยา คงนึกถึงบรรยากาศเครียดๆ ปัญหาสังคม และปัญหาครอบครัว
ใครจะไปนึกว่า จะได้เห็นฉากพระเอกกระโดดลงโถส้วม (ที่สกปรกที่สุดในสก๊อตแลนด์)
แล้วโผล่ไปแหวกว่ายอยู่ในน้ำลึก เพื่องมยาที่ตัวเองเผลอทำตกลงไปหรอก!

หนังเรื่องนี้พูดถึงชีวิตของเด็กติดยากลุ่มหนึ่งใน เมืองอีดินเบิคท์ สก็อตแลนด์
ตัวเอกชื่อ Mark Renton ซึ่งตัดสินใจว่าจะไม่ทำตามคนทั่วไปทำกัน คือ
“Choose Life. Choose a job. Choose a career. Choose a family. Choose a fucking big television, choose washing machines, cars, compact disc players and electrical tin openers. Choose good health, low cholesterol, and dental insurance. Choose fixed interest mortage repayments. Choose a starter home. Choose your friends. Choose leisurewear and matching luggage. Choose a three-piece suite on hire purchase in a range of fucking fabrics. Choose DIY and wondering who the fuck you are on a Sunday morning. Choose sitting on that couch watching mind-numbing, spirit-crushing game shows, stuffing fucking junk food into your mouth. Choose rotting away at the end of it all, pishing your last in a miserable home, nothing more than an embarrassment to the selfish, fucked up brats you spawned to replace yourself.”
เลยเลือกที่จะพี้ยากับเพื่อนๆ (ซึ่งเจ้าตัวบอกว่ามีความสุขยิ่งกว่ามีเซ็กส์ซะอีก!!)
หนังเรื่องนี้คงจะเป็นหนังวัยรุ่นติดยา-ขโมยของ-เลิกยา-กลับมาติดยาอีกครั้ง-ขโมยของ…
แต่แทนที่จะเสนอในประเด็นที่ว่า เด็กพวกนี้เป็นปัญหาสังคมที่ต้องถูกกำจัดออกไปอย่างปัจจุบันทันด่วน
หนังเลือกที่จะเสนอด้วยการนำคนดูเข้าไปใช้ชีวิตร่วมกับเด็กกลุ่มนี้
พร้อมกับภาพสีหม่นๆ เพลงที่สุดจะเจ๋ง และคาแรกเตอร์ที่สุดโต่งของตัวละครแต่ละตัว
เช่น Spud เพื่อนในกลุ่ม ที่จงใจเล่นยา ก่อนไปสัมภาษณ์งาน และตอบสัมภาษณ์งานได้อย่างหลุดโลก
ทำให้ฉันเริ่มอยากจะไปใช้ชีวิตพี้ยา และไร้สติไปวันๆ อย่างคนพวกนี้ด้วยซ้ำไป
และเพื่อนกลุ่มนี้ก็คงจะรักกัน และยอมตายเพื่อกันตลอดไปอย่างน้ำเน่า
ถ้า Mark ไม่เผอิญตัดสินใจจะเลิกยา และออกมาทำงานเป็นนายหน้าขายบ้้านที่เมืองหลวงซะก่อน
และเรื่องยุ่งๆก็เกิดขึ้น เมื่อเพื่อนๆ ดันตามมา เพื่อชวน Mark ไปค้ายา
หนังจบได้อย่างดี และไม่งี่เง่า พร้อมกับตบท้ายด้วยประโยคเจ๋งๆ อย่าง
Choose your future.
Choose life.
เริ่มอยากใช้ชีวิตรวมกับผู้คนไร้สติเหล่านี้รึยังคะ?
Filed under: บ่น
เรียนจบแล้ว!
มาถึงทางแยกอีกแล้ว
มีหลายๆคนที่ไปเรียนต่อ ซึ่งส่วนใหญ่ก็ต่อนอก (ญี่ปุ่น) กัน
แล้วก็มีหลายๆ คนที่ทำงานก่อน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น
อยากจะให้แน่ใจซะก่อน ว่าชีวิตต่อไปควรทำไรดี
มีหลายทางเลือกเหลือเกิน
1. เรียนต่อ computer engineering คิดว่าน่าจะเป็นทาง computer graphic นี่แหละ
แต่ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปที่ไหนดี ความจริงอยากไปยุโรป แต่ทุนส่วนใหญ่เป็นของญี่ปุ่น
ญี่ปุ่นก็น่าไปนะ แต่อยากได้ภาษาอังกฤษมากกว่า
วันก่อนไปเจออีกหัวข้อที่น่าสนใจมาคือ digital art อันนี้น่าจะจัดอยู่ในหมวด HCI มั้ง
อย่างเช่น รูปใน gallery ที่ปกติเราดูเฉยๆ เปลี่ยนเป็นทำให้มี interaction กับคนดู
แล้วก็มีคอร์สอีกอันของ Carnegie Mellon เป็น Entertainment Technology อะไรนี่แหละ ก็น่าเรียนเหมอืนกัน
2. เรียนด้าน design, ทำหนัง อยากเรียนทางนี้มากกกก แต่จบคอมมา ยังไม่รู้หนทางจะไปต่อเลย
ถ้าไม่ได้เรียนตรีมาด้านนี้ จะเรียนต่อด้านนี้ได้ป่าวหว่า
หรือเราควรจะไปเรียนตรีใหม่ หรือๆๆๆๆๆ ไงดี T_T
ทุนก็ไม่ค่อยจะมี ถ้าจะเรียนก็ต้องออกเองแหงๆ
คิดว่าถ้าเรียน ก็คงไม่อังกฤษ ก็อเมริกา ความจริงฝรั่งเศสก็น่าสน แต่ขี้เกียจเรียนภาษา
อยากเป็น creative ที่คิดโฆษณาเจ๋งๆ หรือทำหนังเจ๋งๆ (ที่ไม่ต้องใช้ทุนมาก = =’ )
ตอนนี้ทำงานต่อที่ massive ดูจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด
เป็นบริษัทที่อยากทำตั้งแต่แรก แล้วงานก็น่าสนุกดี
เป็นบริษัทที่ทำ crowd animation
ถ้านึกไม่ออก ก็พวกทหารเยอะๆ ในเรื่อง The Lord of the Ring
ทหารพวกนี้ ถ้าจะเอาคนมาเล่น ก็จะเปลืองงบมาก
ก็เลยทำเป็น AI ไว้ ให้แต่ละตัวคิดเองได้ว่า ถ้าตัวข้างๆมาฟัน ก็ควรจะหลบ
หรือถ้ามีศัตรูอยู่ใกล้ๆ ก็ควรเดินไปฟัน ทำให้ไม่ต้องเอาคนจริงๆมาเล่น
แต่ตัวโปรแกรมมันมีอยู่แล้ว
ที่เราเข้าไปตอนแรกๆ ก็คงได้แต่แก้บั๊ก
พออยู่นานๆ ก็คงได้เขียน plug in ใหม่ๆ
>_< น่าสนุกๆๆๆ
แล้วบริษัท ก็อยู่กันง่ายๆ ไม่ต้องแต่งเครื่องแบบ ไม่ต้องมีเวลาเข้าออก แล้วก็มีกันไม่กี่คน
คิดว่าทำงานต่อที่นี่ คงได้รู้หละว่า ชอบทางคอมจริงป่าว
แล้วก็คงมีเกี่ยวกับ graphic ที่อยากจะเรียนด้วยนิดๆมั้ง
ในช่วงนี้ ก็คงเรียนวาดรูปไปด้วย เผื่อไว้ไปเรียนด้าน design
ปีนี้มีเพื่อนไปเรียนต่อญี่ปุ่นตั้งหลายคนแน่ะ
ญี่ปุ่นขนทุนมาแจกเพียบเลย
เห็นแล้วก็เริ่มอยากไปกะเค้ามั่ง
เหมือนได้ไปเที่ยวญีปุ่นฟรีๆสามปี
ถ้าได้เรียนอะไรที่ชอบไปด้วย คงมีความสุข
เมื่อสองสามอาทิตย์ก่อน
มีทุนนึงน่าสนใจมาก
เป็นทุนญี่ปุ่นเหมือนกัน คือได้ไปเรียน media science
ก็คือทำพวก animation, game, motion capture ไรพวกนี้
แต่จะเน้นไปทาง content แล้วเอา technology ที่เราเรียนมาไปช่วย
อันนี้ก็ดูน่าสนใจมากกกกก
แต่ไม่รู้ว่าจะได้ใช้ด้านคอมที่เรียนมาขนาดไหน จบมาจะเป็นเป็ดป่าว
และมหาลัยไม่ค่อยดังเลย ถึงจะอยู่ในโตเกียวก็เถอะ
แล้วก็ดูจากรายละเอียด ยังไม่ค่อยมีคนจบมากเท่าไหร่
เลยไม่ค่อยแน่ใจว่า เข้าไปแล้วจะมีโปรเจคดีๆ ให้ทำป่าว
หรือเราสนใจชื่อเสียงมหาลัยมากไปหว่า?
ความจริงให้ไปเรียนที่ชอบ ที่ไหนก็น่าจะได้
แต่คิดว่าถ้าไปที่ดังๆ ก็ดูเหมือนจะการันตีว่าจะมีโปรเจคเจ๋งๆให้ทำอะ
บ่นจบแล้ว
ความจริงก็แค่เสียวๆ กับทางที่มีให้เลือก
เพราะมีมากเหลือเกิน
แล้วรู้สึกว่าถ้าเลือกไปผิดทาง ก็ต้องเสียเวลาตั้งหลายปีแน่ กว่าจะได้เลือกทางใหม่
มีหลายอย่างที่อยากทำมากเกินไป
และบางทีก็เลือกทำหลายอย่างพร้อมกันไม่ได้
แต่ยังไงก็เลือกไปแล้วนี่นะ ก็ใช้ชีวิตให้มีความสุขกับทางที่เลือกตอนนี้ละกัน
